แปลจากคำถามหมายเลข 93723

เผยแพร่เมื่อ : 20-07-2012

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

ฉันจะรักษาศีลอดของฉันอย่างไร ในการเผชิญหน้ากับบาปเหล่านี้?.

คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ.

คุณทำได้ดีมาก ในการถามคำถามนี้ ; มันบ่งชี้ว่า คุณมีความกระตือรือร้นที่จะทำให้มั่นใจ ว่าการอีบาดัตของคุณนั้นจะไม่สูญเปล่า หรือถูกลดทอนลง เพราะบาปทั้งหลายเหล่านี้.

เราทุกคนควรจำไว้ว่า ความหมายที่แท้จริงของการถือศีลอดนั้น ไม่ใช่แค่การหยุดกินหรือดื่มเท่านั้น, ค่อนข้างที่อัลลอฮฺ, ซุบฮานาฮูวาตาอาลา, ได้สั่งใช้ให้ถือศีลอด เพื่อที่จะได้ถือว่าเราเป็นผู้กตัญญู (ตักวา). ดังนั้นการถือศีลอดที่แท้จริง จึงหมายถึงการงดเว้นจากบาป โดยการงดเว้นจากมัน และละทิ้งมัน; สิ่งนี้คือการถือศีลอดของหัวใจ, ไม่ใช่แค่เพียงการถือศีลอดของร่างกาย. ซุนนะฮฺได้บ่งชี้ถึงสิ่งที่เราได้พูดไป, และในเรื่องนี้นั้น ได้ถูกพิจารณา และอธิบายโดยนักวิชาการ.

มันถูกรายงานว่า อบู ฮูร็อยเราะฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) กล่าวว่า : ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ใครก็ตามที่ไม่ยอมละทิ้งการพูดเท็จ และการกระทำเกี่ยวกับมัน, อัลลอฮฺก็ไม่ต้องการ การละทิ้งการกินและการดื่มของเขา.” บันทึกโดย บูคอรี (1804). และมันได้ถูกรายงานว่า อบู ฮูร็อยเราะฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) กล่าวว่า : ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “มันอาจเป็นไปได้ว่า การถือศีลอดทั้งหมดของคนๆหนึ่งนั้น สิ่งที่เขาได้จากการถือศีลอด คือความหิวและความกระหาย, และมันอาจเป็นไปได้ว่า ทุกคนที่ได้ละหมาดในยามค่ำคืน สิ่งที่เขาได้จากการละหมาดนั้น คือการอดหลับอดนอน.” บันทึกโดย อะฮฺมัด (8693); ให้สถานะซอฮิฮฺโดย อิบนฺ ฮิบบาน (8/257) และโดย อัล-อัลบานี ในซอฮิฮฺ อัล-ตัรฆีบ (1/262).

บรรดาซอฮาบะฮฺ และชนยุคแรกของอุมมะฮฺ มีความกระตือรือร้นในการถือศีลอดของพวกเขา ในการชำระล้างจิตวิญญาณ เช่นเดียวกับร่างกายของพวกเขา, ให้ปราศจากการไม่เชื่อฟัง และการกระทำบาปต่างๆ.

อุมัร อิบนฺ อัล-ค็อตต็อบ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) กล่าวว่า : การถือศีลอด ไม่ได้หมายถึง การงดเว้นจากการกินและดื่มเท่านั้น, ค่อนข้างที่มันจะยังหมายถึง(การงดเว้น-ผู้แปลเป็นไทย) จากการโกหก, การพูดเท็จ และการพูดในสิ่งที่ไร้สาระด้วย.

ญาบิร อิบนฺ ‘อับดุลลอฮฺ อัล-อันซอรี กล่าวว่า : เมื่อท่านทำการถือศีลอด, จงให้การได้ยิน, สายตา และลิ้น ถือศีลอดจากการพูดเท็จ และบาป และหยุดการทำร้ายทาส. จงทำให้สงบสุข และสง่างาม ในวันที่ท่านถือศีลอด, และจงอย่าทำให้วันที่ท่านไม่ถือศีลอด กับวันที่ท่านถือศีลอดนั้น เหมือนกัน.

มันถูกรายงานว่า ฮัฟเซาะฮฺ บินตฺ อัล-ซีรีน – ซึ่งเป็นนักวิชาการ ในยุคตาบีอีน – กล่าวว่า : การถือศีลอดถือเป็นเกราะป้องกัน, ตราบใดที่คนๆหนึ่ง ไม่ทำให้มันบกพร่อง, และการทำให้มันบกพร่องนั้น หมายถึงฆีบะฮฺ.

มันถูกรายงานจาก มัยมูน อิบนฺ มะฮฺรอม ว่าอย่างน้อยที่สุดของการถือศีลอดนั้น คือการงดการกินและการดื่ม.

รายงานเหล่านี้ถูกยกโดย อิบนฺ ฮัซมิน ใน อัล-มูฮัลลา (4/308).

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าเราได้ยินว่านักวิชาการบางท่าน ถือว่าเสียศีลอด หากคนๆหนึ่งได้ล่วงล้ำสู่บาป ในขณะที่เขาถือศีลอด, ถึงแม้ว่าทัศนะที่ถูกต้องคือ มันไม่ทำให้เสียศีลอดก็ตาม, แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันทำให้(ผลบุญ-ผู้แปลเป็นไทย)ลดลง และขัดต่อความหมายที่แท้จริงของการถือศีลอด.

อัล-ฮาฟิซ อิบนฺ ฮาญัร (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า:

การฆีบะฮฺนั้น ทำให้การถือศีลอดเสียหาย.มันถูกรายงานจาก ‘อาอีชะฮฺ, และอัล-เอาซาอี ก็กล่าวถึงสิ่งนี้เช่นกัน, ว่าการฆีบะฮฺนั้นทำให้ศีลอดของคนๆหนึ่งเป็นโมฆะ เขาจะต้องชดใช้การถือศีลอดของวันนั้น. อิบนฺ ฮัซมฺ กล่าวเสริมว่า : มันถือว่า(การถือศีลอด-ผู้แปลเป็นไทย)เป็นโมฆะ อันเนื่องมาจากทุกๆบาป หากบุคคลนั้นทำไปโดยจงใจ, เมื่อเขารู้ตัวว่าเขากำลังถือศีลอดอยู่, ไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือคำพูดก็ตาม,เพราะความหมายโดยทั่วไปของคำว่า “เขาไม่ควรพูดจาลามกอนาจาร หรือประพฤติตัวในลักษณะที่โง่เขลา” และเพราะศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ใครก็ตามที่ไม่งดเว้นจากการพูดเท็จ และการกระทำเกี่ยวกับมัน, อัลลอฮฺจะไม่ต้องการ การงดเว้นการกินและดื่มของเขา.” จบการอ้าง.

ฟัตฮุลบารี (4/104).

เชค มูฮัมมัด อิบนฺ ซอและฮฺ อัล อูซัยมีน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า :

สำหรับสิ่งที่คนๆหนึ่ง ต้องละเว้น เมื่อถือศีลอด, บางทีท่านอาจจะแปลกใจ ถ้าฉันบอกท่านว่า สิ่งที่คนๆหนึ่งต้องละเว้นเมื่อถือศีลอดคือ (ละเว้นจาก-ผู้แปลเป็นไทย)การทำบาป. คนๆหนึ่งต้องละเว้นจากการทำบาป เมื่อถือศีลอด เพราะสิ่งนี้คือเป้าหมายหลักของการถือศีลอด, เพราะอัลลอฮฺ, ซุบฮานาฮูวาตาอาลา, กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง”

[อัล-บากอเราะฮฺ 2:183].

มันไม่ใช่เพื่อให้คุณหิว, หรือเพื่อให้คุณกระหาย, หรือเพื่อให้คุณงดเว้นจากการหลับนอนกับภรรยา! ไม่; พระองค์กล่าวว่า “เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง.” นี่คือเป้าหมายหลักของการถือศีลอด. ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) ยืนยันถึงสิ่งนั้น ท่านพูดว่า: “ใครก็ตามที่ไม่ละทิ้งจากการพูดเท็จ และกระทำเกี่ยวกับมัน และพฤติกรรมที่โง่เขลา, อัลลอฮฺก็ไม่ต้องการ การละทิ้งการกินและการดื่มของเขา.” ดังนั้นถ้าคนๆหนึ่งละเว้นจากการไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ, สิ่งนี้ก็คือการถือศีลอดที่ถูกต้อง. สำหรับการถือศีลอดภายนอก, สิ่งนี้คือการงดเว้นจาก สิ่งที่ทำให้เสียศีลอด และงดเว้นจากสิ่งที่ทำลายการถือศีลอด ตั้งแต่รุ่งอรุณ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นการอีบาดัตต่ออัลลอฮฺ, เพราะโองการที่อัลลอฮฺกล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว บัดนี้พวกเจ้าก็สมสู่กับพวกนางได้ และแสวงหาสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดให้แก่พวกเจ้าเถิด และจงกิน และดื่ม จนกระทั่งเส้นขาว จะประจักษ์แก่พวกเจ้า จากเส้นดำ เนื่องจากแสงรุ่งอรุณ แล้วพวกเจ้าจงให้การถือศีลอดครบเต็มจนถึงพลบค่ำ”

[อัล-บากอเราะฮฺ 2:187].

เราเรียกการถือศีลอดประเภทนี้ว่า การถือศีลอดภายนอก, ซึ่งก็คือการถือศีลอดเฉพาะร่างกายเท่านั้น. ส่วนการถือศีลอดของหัวใจ, ซึ่งก็คือเป้าหมายหลักของการถือศีลอด, สิ่งนี้หมายถึงการงดเว้นจากการไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ, ซุบฮานาฮูวาตาอาลา.

บนฐานนี้, ถ้าคนๆหนึ่งถือศีลอดภายนอก, ในทางร่างกาย, แต่เขาไม่ถือศีลอดในหัวใจของเขา, การถือศีลอดของเขาก็บกพร่องอย่างรุนแรง, แต่เราไม่ได้บอกว่ามันเป็นโมฆะ, ค่อนข้างที่เราจะพูดว่ามันขาดแคลน. เหมือนกับ, เรากล่าวเกี่ยวกับการละหมาดว่า เป้าหมายของการละหมาดคือ การนอบน้อมต่ออัลลอฮฺ, ซุบฮานาฮูวาตาอาลา, และการละหมาดของหัวใจ นั้นมาก่อนการละหมาดของแขนขา, แต่ถ้าคนๆหนึ่งละหมาดด้วยร่างกาย แต่ไม่ละหมาดด้วยหัวใจ, ไม่มีความตั้งใจทั้งหมด, การละหมาดของเขาก็บกพร่องอย่างมาก, แต่ก็ยังถือว่าละหมาดนั้นใช้ได้ ตามที่มันปรากฎ, แต่ถือว่าบกพร่องอย่างมาก. เช่นเดียวกับ การถือศีลอดนั้นบกพร่องอย่างมาก หากคนๆหนึ่งไม่งดเว้นจากการไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ, แต่มันก็ถือว่าถือศีลอดนั้นใช้ได้, เพราะการอีบาดะฮฺบนโลกนี้นั้น จะถูกตัดสินตามที่มันปรากฎ. จบการอ้าง.

ลีกออาต อัล-บาบ อิล-มัฟตูฮะฮฺ (116, หน้า. 1).

ประการที่สอง:

นักวิชาการได้แบ่งความอดทนออกเป็น 3 ประเภท: ความอดทนในการเชื่อฟังอัลลอฮฺ, ความอดทนในการงดเว้นจากการไม่เชื่อฟังพระองค์, และความอดทนในการยอมรับคำสั่งของพระองค์. การถือศีลอด ถือเป็นการรวมทุกประเภทของความอดทนเหล่านี้.

อิบนฺ รอญับ อัล-ฮันบาลี (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า :

ความอดทนที่ดีที่สุดคือ การถือศีลอด, เพราะมันเป็นการรวมทั้งสามประเภทของความอดทน. มันคือความอดทนในการเชื่อฟังอัลลอฮฺ, ซุบฮานาฮูวาตาอาลา, และมันคือความอดทนในการงดเว้นจากการไม่เชื่อฟังพระองค์, เพราะคนๆหนึ่งได้ละทิ้งความปรารถนาของเขา เพื่ออัลลอฮฺ แม้ว่าตัวเขาเองจะมีความต้องการมันก็ตาม. ดังนั้นจึงมีกล่าวในฮาดิษซอฮิฮฺว่า อัลลอฮฺซุบฮานาฮูวาตาอาลา, กล่าวว่า : “การงานทั้งหมดของลูกหลานอาดัมนั้นก็เพื่อตัวเขา, ยกเว้นการถือศีลอด. มันคือสำหรับข้า และข้าจะให้รางวัลสำหรับมัน, เพราะเขาได้ละทิ้งความปรารถนา และอาหารและเครื่องดื่มของเขา เพื่อข้า.” การถือศีลอด ยังเกี่ยวข้องกับความอดทน ในการยอมรับผลที่ตามมา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความหิว และความกระหาย สำหรับผู้ที่ถือศีลอด. จบการอ้าง.

ญามิอฺ’ อัล-‘อูลูม วัล-ฮีกัม (หน้า. 219).

ใครก็ตามที่ถือศีลอด ตามที่อัลอฮฺได้กำหนดไว้ จะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ จากพระเจ้าของเขา, ซุบฮานาฮูวาตาอาลา. มันก็เพียงพอต่อเขาแล้ว ที่จะรู้ว่าอัลลอฮฺกล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“แท้จริงบรรดาผู้อดทนนั้นจะได้รับการตอบแทนรางวัลของพวกเขาอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องคำนวณ”

[อัซ-ซูมัร 39:10]

ประการที่สาม :

คำสั่งสำหรับมุสลิม ในการปกป้องศีลอดของเขา จากความบกพร่อง เนื่องจากการทำบาป, เขาต้องบรรลุความอดทน ในการงดเว้นจากบาป. นักวิชาการคนหนึ่งกล่าวว่า ความอดทนในการงดเว้นจากบาป นั้นยิ่งใหญ่กว่า ความอดทนอีกสองประเภทที่เหลือ.

อิบนฺ อัล-ก็อยยิม (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า :

นี่คือปัญหา ซึ่งผู้คนได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับมัน : ว่าความอดทนประเภทไหนที่ดีกว่ากัน – ความอดทนในการงดเว้นจากการทำบาป หรือความอดทนในการเชื่อฟังอัลลอฮฺ? คนกลุ่มหนึ่งเสนอว่า อย่างแรกดีกว่า, และเขากล่าวว่า ความอดทนในการงดเว้นจากการทำบาป คือทัศนคติของซิดดีกีน, ตามที่สะลัฟบางคนกล่าวว่า : การงานที่ดีนั้น ถูกทำได้จากทั้งคนที่มีคุณธรรม และคนที่ไม่มีคุณธรรม, แต่ไม่มีผู้ใดมีความสามารถ ในการงดเว้นจากการทำบาป ยกเว้นซิดดีก, และเพราะแรงจูงใจในการทำบาปนั้น ยิ่งใหญ่กว่า แรงจูงใจที่จะหยุดเชื่อฟัง, เพราะแรงจูงใจในการทำบาปนั้นคือความสุข, แต่แรงจูงใจในการหยุดเชื่อฟังนั้นคือความขี้เกียจและความเฉื่อยชา, และไม่ต้องสงสัยเลยว่า แรงจูงใจในการทำบาปนั้นรุนแรงกว่า. พวกเขากล่าวว่า : บาปอาจได้รับการสนับสนุน จากตัวเจ้าของเอง, ความใคร่และความปรารถนา, ชัยตอน, เหตุผลทางโลก, บรรดาเพื่อนๆของคนๆหนึ่ง, ความปรารถนาที่จะเลียนแบบ, และความชอบตามธรรมชาติ. หนึ่งในปัจจัยเหล่านี้ อาจเป็นเหตุให้คนทำบาป, ดังนั้นจะเป็นอย่างไร หากพวกมันถูกรวมกัน และอยู่เหนือหัวใจ? ความอดทนประเภทไหนจะแข็งแรงไปกว่า ความอดทนในการปฏิเสธที่จะตอบสนองต่อพวกมัน? หากอัลลอฮฺไม่ให้ความอดทนแก่เขา, เขาก็ไม่สามารถอดทนด้วยตัวเขาเอง.

ข้อโต้แย้ง, ตามที่คุณได้เห็นนี้, แข็งแรงและชัดเจนมาก. จบการอ้าง.

ตารีค อัล-ฮิจรอตัยนฺ (หน้า. 414).

ความอดทนในการงดเว้นจาการทำบาป เกิดจากหลายสิ่ง ซึ่งเราหวังว่าคุณจะไตร่ตรอง, สำหรับมันนั้นมีรายละเอียดของโรค และวิธีการรักษา.

อิบนฺ อัล-ก็อยยิม (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า :

หลักการของความอดทน ในการงดเว้นจากการทำบาปนั้น ขึ้นอยู่กับหลายสิ่ง:

1 – ความรู้เกี่ยวกับความเลวทรามของบาป, และอัลลอฮฺนั้นได้ห้ามเฉพาะ สิ่งที่มันเป็นการปกป้องจากความชั่วร้าย, เช่นเดียวกับพ่อที่ห่วงใยลูก เขาจะปกป้องลูกจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อลูก. ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้คนที่มีปัญญา งดเว้นจากมัน, แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจ ต่อคำเตือนของการลงโทษก็ตาม.

2 – ความรู้สึกอายต่ออัลลอฮฺ, ซุบฮานาฮูวาตาอาลา. ถ้าคนๆหนึ่งตระหนักว่าอัลลอฮฺ กำลังมองดูเขาอยู่ และสามารถเห็นเขา และได้ยินเขา, เขาจะมีความรู้สึกอายมาก ต่อหน้าพระเจ้าของเขา ในความโกรธกริ้วของพระองค์.

3 – การสำนึกถึงความจำเริญที่พระองค์ทรงมอบให้ และความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อคุณ. บาปทั้งหลายนั้น ย่อมขัดขวางความจำเริญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ไม่มีใครที่กระทำบาป เว้นแต่ความจำเริญของอัลลอฮฺ จะถูกนำออกไปเพราะบาปนั้น. หากเขากลับตัว, จากนั้นมันก็จะถูกนำกลับมาใหม่, แต่ถ้าเขายังคงทำมัน, มันก็จะไม่ถูกนำกลับมายังเขา, และบาปก็จะนำความจำเริญออกต่อไป จนกระทั่งความจำเริญได้หายไปจนหมด. อัลลอฮฺกล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพของพวกเขาเอง (จากการทำบาป และจากการเนรคุณ และการไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ)” [???]

[อัร-เราะอฺด 13:11]

ความจำเริญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ ความศรัทธา, แต่บาปของการซีนา, การขโมย, การดื่มสิ่งมึนเมา และการปล้น ได้นำมันออกไป และเป็นเหตุให้มันหายไปจนหมด. หนึ่งในชาวสะลัฟกล่าวว่า :  ฉันได้กระทำบาปหนึ่ง และฉันก็ได้ห่างหายจากการละหมาดยามค่ำคืนเป็นเวลา 1 ปี. คนอื่นกล่าวอีกว่า : ฉันได้กระทำบาปหนึ่ง และฉันก็ได้ห่างไกลจากการเข้าใจอัล-กุรอ่าน. เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ มันถูกกล่าวว่า:

หากท่านได้รับความจำเริญ ก็จงรักษามันไว้, จากบาปที่จะทำให้ความจำเริญนั้นหายไป.

สรุปได้ว่า : บาปนั้นคือไฟที่จะเผาทำลายความจำเริญ, ดังเช่นไฟที่เผาไหม้ไม้, อัลลอฮฺได้ห้ามสิ่งนั้น ความจำเริญของเขาได้หายไป.

4 – ความกลัวต่ออัลลอฮฺ และการลงโทษของพระองค์. สิ่งนี้อาจได้รับการยอมรับ โดยเชื่อในคำสัญญา และคำเตือนของพระองค์, และโดยการศรัทธาในพระองค์, คัมภีร์ของพระองค์ และศาสนทูตของพระองค์. สิ่งนี้นั้นแข็งแรง โดยความหมายของความรู้ และความศรัทธาบางอย่าง, และมันจะอ่อนแอ หากว่าสองสิ่งนั้นอ่อนแอ, อัลลอฮฺกล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“บรรดาผู้ที่มีความรู้จากปวงบ่าวของพระองค์เท่านั้นที่เกรงกลัวอัลลอฮฺ”

[ฟาติร 35:28]

หนึ่งในชาวสะลัฟ กล่าวว่า : ความกลัวอัลลอฮฺ คือสัญญาณของความรู้ และการให้อภัยของอัลลอฮฺที่ได้รับนั้น คือสัญญาณของความโง่เขลา.

5 – ความรักต่ออัลลอฮฺ. สิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยที่แข็งแรงที่สุดของความอดทน ในการงดเว้นจากการไม่เชื่อฟังพระองค์. คนๆหนึ่งที่มีความรู้สึกรัก เขาจะเชื่อฟังผู้ที่เขารัก. ความรักที่แข็งแรง ได้เติบโตขึ้นในหัวใจของเขา, ความตั้งใจในการเชื่อฟังพระองค์ของเขาเพิ่มมากขึ้น และความไม่เต็มใจที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์ของเขาก็จะเติบโตขึ้น. บาปและการไม่เชื่อฟังนั้น เกิดจากความรักที่อ่อนแอ. มันมีความแตกต่าง ระหว่าง คนๆหนึ่งซึ่งมีแรงจูงใจในการหลีกเลี่ยงการไม่เชื่อฟังพระองค์ เพราะกลัวการลงโทษของพระองค์, กับคนที่มีแรงจูงใจในการหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น เพราะความรักที่เขามีต่อพระองค์.

6 – ความบริสุทธิ์ใจ. หากคนๆหนึ่งเคารพตัวเอง และกระตือรือร้นในความดี, เขาจะงดเว้นจากทุกๆสิ่ง ที่นำไปสู่การลงโทษ และความอัปยศอดสู.

7 – ความรู้บางอย่าง เกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการไม่เชื่อฟัง และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากมัน, เช่นการทำให้ใบหน้าดำคล้ำ, หัวใจมืดบอด, ความทุกข์, ความเศร้าโศก, ความเจ็บปวด, ความท้อถอย, ความกังวล, ขาดสมาธิ, ความอ่อนแอเมื่ออยู่ต่อหน้าศัตรู, ความสับสน, ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง, ถูกครอบงำจากศัตรู, ไม่ได้รับประโยชน์จากความรู้, หลงลืมในสิ่งที่ได้เรียนรู้, และความเจ็บป่วยที่จะนำไปสู่ความตาย, เพราะบาปเหล่านั้นทำให้หัวใจตายด้าน.

สรุปได้ว่า : ผลกระทบอันยิ่งใหญ่ของบาปนั้น มีมากเกินกว่าที่คนๆหนึ่งจะเข้าใจ, และผลดีของการเชื่อฟังก็มีมากเกินกว่าที่คนๆหนึ่งจะเข้าใจ. สิ่งที่ดีที่สุดของโลกนี้ และปรโลก อาจได้จากการเชื่อฟังอัลลอฮฺ, และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในโลกนี้และปรโลกนั้น มาจากการไม่เชื่อฟังพระองค์. เกี่ยวกับบางผลกระทบของสิ่งเหล่านี้ อัลลอฮฺได้กล่าว (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า): “ใครก็ตามที่เชื่อฟังข้า เขาอาจจะได้รับความทุกข์ยากเพราะมัน และใครก็ตามที่ไม่เชื่อฟังข้า เขาอาจจะได้รับความจำเริญเพราะมัน”

8 – ไม่มุ่งหวังทางโลก และมั่นใจแน่นอนว่าอีกไม่นานเขาจะจากโลกนี้ไป, และการตระหนักว่า เขาเป็นเหมือนนักเดินทาง ที่เข้ามาในเมือง และแน่นอนว่าจะจากไป, หรือเหมือนกับผู้ที่ขับรถ ซึ่งพักอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ จากนั้นก็จะเดินทางต่อไป และจากมันไป. เพราะเขารู้ว่าเขาอยู่ในระยะเวลาที่สั้นแค่ไหน และระยะเวลาเร็วแค่ไหนที่เขาจะไปต่อ, เขามีความกระตือรือร้นที่จะทิ้งทุกสิ่งไว้ข้างหลัง ที่อาจจะถ่วงน้ำหนักเขา หรือเป็นเหตุให้เขาได้รับอันตราย และไม่ก่อประโยชน์ใดๆแก่เขา.  เขากระตือรือร้นที่จะเดินหน้าต่อไป ด้วยสิ่งที่ดีที่สุดที่เขามี. คนๆหนึ่งนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการไม่ทะเยอทะยานในทางโลก และไม่มีอะไรที่อันตรายไปกว่าการผัดวันประกันพรุ่ง และมุ่งเน้นเป้าหมายทางโลก.

9 – การหลีกเลี่ยงส่วนเกินในอาหารของเขา, เครื่องดื่ม, เสื้อผ้า, การนอนหลับ,และการพบปะผู้คน, เพราะสิ่งยั่วยุในการทำบาปเติบโตแข็งแกร่งขึ้น หากมีส่วนเกินใดๆในสิ่งเหล่านี้, เพราะสิ่งนั้นต้องมีทางออก และสิ่งที่ได้รับอนุญาตนั้นมีไม่เพียงพออีกต่อไป และคนๆหนึ่งเริ่มล่วงล้ำเข้าสู่เขตฮารอม. หนึ่งในสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับคนๆหนึ่ง คือความเกียจคร้าน และเวลาว่าง, เพราะจิตวิญญาณนั้นไม่เคยว่างเว้น ; หากมันไม่ยุ่งอยู่กับสิ่งที่เป็นประโยชน์ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะถูกครอบงำด้วยกับสิ่งอันตราย.

10 – ข้อสรุปของสิ่งที่กล่าวไปทั้งหมด : มันคือความศรัทธา ที่ฝังแน่นในหัวใจ. ความอดทนจากการงดเว้นจากบาป ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของความศรัทธา. ความศรัทธาที่แข็งแรงของคนๆหนึ่งคือ, ความอดทนที่มากขึ้นของเขา, แต่หากความศรัทธาของเขาอ่อนแอ ความอดทนของเขาก็ก็จะอ่อนแอเช่นกัน. หากหัวใจของคนๆหนึ่งเต็มไปด้วยความเชื่อ ว่าอัลลอฮฺกำลังมองมายังเขา และสามารถมองเห็นเขา, และได้ห้าม สิ่งที่พระองค์ห้ามเขา และจะทรงลงโทษผู้ที่กระทำมัน และลงโทษเขา, และหากหัวใจของเขาเต็มไปด้วยกับความเชื่อ ในรางวัล และการลงโทษ, สวรรค์และนรก, เขาก็จะไม่ล้มเหลว ในการปฏิบัติตามความรู้นี้. ใครก็ตามที่คิดว่าเขาสามารถละทิ้งบาปได้ โดยปราศจากศรัทธาที่มั่นคงและหยั่งรากลึกนั้น ถือว่าผิดพลาด. หากโคมไฟแห่งศรัทธา นั้นแข็งแรงในหัวใจ มันจะส่องสว่างในทุกๆมุมของมัน และส่องแสงเข้ามาในส่วนลึกของมัน; แสงนั้นจะแพร่กระจาย ตลอดทั่วทั้งร่างกายของเขา และเขาจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว ต่อแรงกระตุ้นของความศรัทธา, และจะเชื่อฟังอย่างนอบน้อม และเต็มใจ, โดยปราศจากความไม่พอใจ ค่อนข้างที่เขาจะชื่นชมยินดี ในการเรียกร้องนี้ เมื่อมันมา, เช่นเดียวกับชายคนหนึ่งที่ชื่นชมยินดี ในการเรียกร้องของผู้ที่เป็นที่รักของเขา ซึ่งเรียกร้องเขาในการแสดงให้เห็นถึงความเมตตา และให้เกียรติเขา, ดังนั้น เขาจึงรอคอยการเรียกร้องของพระองค์อยู่ตลอดเวลา. อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาของพระองค์ แก่ผู้ใดก็ตามที่พระองค์ประสงค์… จบการอ้าง.

ตารีค อัล-ฮิจรอตัยนฺ (หน้า. 408-414).

สิ่งที่จำเป็นต่อมุสลิม คือการเข้าใจในสิ่งที่อัลลอฮฺต้องการ จากการถือศีลอดของเขา, และเข้าใจถึงสิ่งที่ผลักดันเขาในการทำบาป, เพื่อเขาจะได้ออกห่างจากมัน และหลีกเลี่ยงมัน และรังเกียจมัน. สิ่งที่เรายกมาจาก อิบนฺ อัล-ก็อยยิม อธิบายถึงสิ่งนี้ได้ดีที่สุด.

ดูคำตอบในคำถามหมายเลข. 12468.

และอัลลอฮฺรู้ดีที่สุด.

ใส่ความเห็น