คำถาม
มันเป็นที่อนุญาตหรือไม่ในการถือศีลอดโดยไม่ละหมาด?.
คำตอบ
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.
ไม่มีการงานที่ดีจะถูกตอบรับ จากผู้ที่ไม่ละหมาด – ไม่จ่ายซะกาต, ไม่ถือศีลอด, ไม่ทำฮัจญ์ หรือสิ่งอื่นใด.
อัล-บุคอรี (520) รายงานว่า บุร็อยดะฮ์ ได้กล่าวว่า : ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ใครก็ตามที่ไม่ละหมาดอัสร์, การงานที่ดีของเขาจะถูกทำให้เป็นโมฆะ.”
ความหมายของ “การงานที่ดีของเขาจะถูกทำให้เป็นโมฆะ” คือพวกมันจะถูกทำให้ใช้ไม่ได้ และจะไม่เป็นประโยชน์ต่อเขา. ฮาดิษนี้บ่งชี้ว่า อัลลอฮ์จะไม่ตอบรับการงานที่ดีใดๆ จากผู้ที่ไม่ละหมาด, ดังนั้นผู้ที่ไม่ละหมาดจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการงานที่ดีของเขา และไม่มีการงานที่ดีของเขาที่จะถูกนำไปยังอัลลอฮ์.
มันดูเหมือนว่าจากฮาดิษนั้น ผู้ที่ไม่ละหมาดนั้นมี 2 ประเภท : คือผู้ที่ไม่ละหมาดเลยสักนิด, ซึ่งทำลายความดีทั้งหมดของพวกเขา, และผู้ที่ไม่ละหมาดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในวันใดวันหนึ่ง ซึ่งทำลายการงานที่ดีของวันนั้น. ดังนั้นการยกเลิกของการงานที่ดีทั้งหมด นั้นเกิดขึ้นกับผู้ที่ละทิ้งการละหมาดทั้งหมด, และการยกเลิกของการงานที่ดีในวันใดวันหนึ่ง นั้นเกิดขึ้นกับผู้ที่ละทิ้งละหมาดเวลาใดเวลาหนึ่ง.
เชค อิบน์ อุซัยมีน ถูกถามใน ฟาตาวา อัซซียาม (หน้า 87) เกี่ยวกับฮูก่มของการถือศีลอด ของผู้ที่ไม่ละหมาด.
ท่านตอบว่า :
การถือศีลอดของผู้ที่ไม่ละหมาดนั้นใช้ไม่ได้ และไม่ถูกตอบรับ, เพราะผู้ที่ไม่ละหมาด นั้นเป็นกาเฟร และออกจากศาสนา, เพราะอัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“แต่หากพวกเขากลับตัว [โดยการปฏิเสธชีริก (การนับถือพระเจ้าหลายองค์) และยอมรับพระเจ้าองค์เดียวของอิสลาม], ทำการละหมาด (อีกอมาตุซซอละฮ์) และให้ซะกาต, พวกเขาก็เป็นพี่น้องในศาสนาของเจ้า”
[อัตเตาบะฮ์ 9:11]
และท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ระหว่างชายคนหนึ่งและชีริก และกุฟร์ คือการทิ้งละหมาด” บันทึกโดยมุสลิม, 82. และท่าน (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ข้อตกลงที่แยกเราออกจากพวกเขาคือการละหมาด; ใครก็ตามที่ทิ้งละหมาด เป็นกาเฟร.” บันทึกโดย อัตติรมีซี, 2621; ให้สถานะฮาซัน โดย อัล-อัลบานี ในซอแฮะฮ์ อัตติรมีซี
สิ่งนี้ยังเป็นทัศนะของซอฮาบะฮ์ส่วนใหญ่, แม้ว่าจะไม่ใช่มติเอกฉันท์ของพวกท่าน. อับดุลลอฮ์ อิบน์ ชะกีก (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน), ผู้ที่เป็นหนึ่งในตะบีอีนที่รู้จักกันดี, กล่าวว่า : ซอฮาบะฮ์ของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ไม่คิดว่าการทิ้งการงานใดจะทำให้คนหนึ่งกลายเป็นกาเฟร, ยกเว้นการละหมาด. บนฐานนี้, หากคนๆหนึ่งถือศีลอดแต่ไม่ละหมาด, การถือศีลอดของเขาก็จะถูกปฏิเสธ และไม่ถูกตอบรับ, และมันจะไม่ยังประโยชน์ใดๆกับเขา ต่อหน้าอัลลอฮ์ในวันกียามัต. เรากล่าวกับเขาว่า : จงละหมาดจากนั้นก็ถือศีลอด, เพราะหากท่านถือศีลอดแต่ไม่ละหมาด, การถือศีลอดของท่านก็จะถูกปฏิเสธ, เพราะการทำอีบาดะฮ์ นั้นจะไม่ถูกตอบรับจากกาเฟร.
คณะกรรมการถาวร (10/140) ถูกถามว่า : หากคนๆหนึ่งกระตือรือร้นในการถือศีลอดในเดือนรอมาดอน และละหมาดในรอมาดอนเท่านั้น, แต่เขาหยุดละหมาดทันทีที่รอมาดอนได้หมดลง, การถือศีลอดของเขาจะถูกนับหรือไม่?
พวกท่านตอบว่า :
การละหมาดคือเสาหลักของอิสลาม, และมันเป็นเสาหลักที่สำคัญมากที่สุด หลังจากการกล่าวชะฮะดะตัยน์. มันเป็นสิ่งที่วาญิบรายบุคคล (ฟัรดูอีน), และใครก็ตามที่ไม่กระทำมันเพราะปฏิเสธว่ามันเป็นวาญิบ, หรือเขาไม่กระทำมันเพราะไม่เอาใจใส่และขี้เกียจ, ก็เป็นกาเฟร. เกี่ยวกับผู้ที่ถือศีลอดเดือนรอมาดอน และละหมาดในเดือนรอมาดอนเท่านั้น, สิ่งนี้คือการพยายามโกงอัลลอฮ์, และโชคร้ายจริงๆ ผู้ที่ยอมรับอัลลอฮ์เฉพาะในเดือนรอมาดอน. การถือศีลอดของเขาใช้ไม่ได้ หากพวกเขาไม่ได้ละหมาดในเวลาอื่นจากรอมาดอน, ค่อนข้างที่สิ่งนี้จะทำให้พวกเขาเป็นกาเฟร ในแง่ของกุฟร์ใหญ่ (กุฟร์อักบัร), แม้ว่าเขาจะไม่ได้ปฏิเสธว่าการละหมาดเป็นวาญิบก็ตาม, ตามทัศนะที่มีน้ำหนักกว่า จากสองทัศนะของนักวิชาการ.