แปลจากคำถามหมายเลข 49014

เผยแพร่เมื่อ : 10-10-2013

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

ฉันอยากทราบเกี่ยวกับซุนนะฮ์ในวันอีด และฮูก่มของมัน.

คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.

อัลลอฮ์ได้กำหนดฮูก่มมากมายหลายประการเกี่ยวกับอีด, ซึ่งมีดังนี้: 

1 – มันถือเป็นมุสตะฮับในการกล่าวตักบีร ในระหว่างคืนของอีด ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกในวันสุดท้ายของเดือนรอมาดอน จนกระทั่งอีหม่ามได้ออกมานำละหมาด. รูปแบบของการกล่าวตักบีร มีดังนี้: 

อัลลอฮูอักบัร, อัลลอฮูอักบัร, ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์, อัลลอฮูอักบัร, อัลลอฮ์อักบัร, วะลิลลาฮิลฮัมด์ (อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, ไม่มีผู้ที่ถูกกราบไว้ที่เที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮ์, อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์). 

หรืออีกรูปแบบหนึ่งคือ การกล่าวอัลลอฮูอักบัร 3 ครั้ง, ดังนี้: 

อัลลอฮูอักบัร, อัลลอฮูอักบัร, อัลลอฮูอักบัร, ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์, อัลลอฮูอักบัร, อัลลอฮ์อักบัร, วะลิลลาฮิลฮัมด์ (อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, ไม่มีผู้ที่ถูกกราบไว้ที่เที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮ์, อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, อัลลอฮ์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด, มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์). . 

ถือเป็นที่อนุญาตทั้งสองรูปแบบ. 

ผู้ชายควรยกเสียง (กล่าวเสียงดัง) ในการกล่าวซิกร์นี้ ทั้งในตลาด, ในมัสยิด และในบ้าน, แต่ผู้หญิงนั้นไม่ควรยกเสียงของพวกนาง. 

2 – คุณควรกินอินทผลัมเป็นจำนวนคี่ ก่อนที่จะออกไปละหมาด, เพราะท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ไม่ได้กำหนดสิ่งใดไว้ในวันอีด จนกระทั่งท่านได้กินอินทผลัมเป็นจำนวนคี่. เขาควรที่จะยึดติดในจำนวนคี่ ตามที่ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้ทำไว้. 

3 – คุณควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด – นี่คือสำหรับผู้ชาย. ส่วนสำหรับผู้หญิงนั้น, พวกนางไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สวยงาม เมื่อพวกนางได้ออกไปยังพื้นที่ที่ทำการละหมาดอีด, เพราะท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า : “จงให้พวกนางออกไปในสภาพที่เหมาะสม” นั่นคือ, ในเสื้อผ้าทั่วไป ที่ไม่หรูหรา หรือมีสีสันลวดลายสวยงาม. มันฮารอมสำหรับพวกนาง ที่จะออกไปโดยมีการพรมน้ำหอม และแต่งหน้า. 

4 – นักวิชาการบางท่านถือว่ามันเป็นมุสตะฮับในการอาบน้ำฆุสล์สำหรับละหมาดอีด, เพราะมันมีรายงานว่าสลัฟบางท่านได้ทำสิ่งนี้. การอาบน้ำฆุสล์สำหรับละหมาดอีดนั้นมุสตะฮับ, เช่นเดียวกับที่มันถูกกำหนดสำหรับญุมุอะฮ์ เพราะคนๆหนึ่งจะต้องออกไปพบปะผู้คน. ดังนั้นหากเขาอาบน้ำฆุสล์, ก็เป็นสิ่งที่ดี. 

5 – การละหมาดอีด. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การละหมาดอีดนั้นถูกกำหนดในอิสลาม. บางคนกล่าวว่ามันเป็นซุนนะฮ์, บางคนกล่าวว่ามันเป็นฟัรดูกะฟายะฮ์ (ในแต่ละพื้นที่จำเป็นจะต้องมีคนละหมาด) และบางคนก็กล่าวว่ามันเป็นฟัรดูอัยน์ (วาญิบสำหรับทุกคน) และถ้าไม่ทำก็ถือว่าบาป. พวกเขาได้อ้างหลักฐานจากความจริงที่ว่า ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้สั่งใช้แม้กระทั่งหญิงโสด และหญิงที่อยู่สันโดษ, นั่นคือ, ผู้ที่โดยปกติแล้วจะไม่ออกมา, ให้เข้าร่วมในสถานที่ละหมาดอีด, เว้นแต่ผู้หญิงที่มีประจำเดือน ควรอยู่ห่างจากสถานที่ละหมาด, เพราะมันไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับผู้หญิงที่มีประจำเดือน ที่จะอยู่ในมัสยิด; มันเป็นที่อนุญาตสำหรับนางในการเดินผ่าน แต่ไม่อยู่ที่นั่น. 

สำหรับฉันแล้ว ดูเหมือนว่า, บนฐานของหลักฐาน, มันถือเป็นฟัรดูอีน (วาญิบสำหรับทุกคน) และสำหรับผู้ชายทุกคนนั้น วาญิบในการเข้าร่วมละหมาดอีด ยกเว้นบรรดาผู้ที่ได้รับอนุโลม. นี่คือทัศนะที่ถูกเลือกโดย ชัยคุลอิสลาม อิบน์ตัยมียะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน). 

ในร็อกอะฮ์แรก อีหม่ามควรอ่าน ซับบิฮิสมะรอบบิกัลอะอ์ลา (ซูเราะฮ์อัลอะอ์ลา ซูเราะฮ์ที่ 87) และในร็อกอะฮ์ที่สองเขาควรอ่าน ฮัลอะตากะฮาดีซุลฆอชียะฮ์ (อัลฆอชียะฮ์ ซูเราะฮ์ที่ 88). หรือเขาอาจจะอ่านซูเราะฮ์ก็อฟ (ซูเราะฮ์ที่ 50) ในร็อกอะฮ์แรก และซูเราะฮ์อัลกอมัร (ซูเราะฮ์ที่ 54) ในร็อกอะฮ์ที่สอง. ทั้งสองตัวเลือกนั้น ถูกรายงานในรายงานที่ซอแฮะฮ์ จากท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน). 

6 – หากญุมุอะฮ์และอีด ตกอยู่ในวันเดียวกัน (วันอีดตรงกับวันศุกร์), ก็ควรจัดให้มีการละหมาดอีด, และควรจัดให้มีการละหมาดญุมุอะฮ์ด้วย, ตามที่ถูกระบุโดยความหมายทั่วไป ในฮาดิษของ นุอ์มาน อิบน์ บะชีร ซึ่งถูกรายงานโดยมุสลิม ในซอแฮะฮ์ของท่าน. แต่สำหรับผู้ที่เข้าร่วมละหมาดอีดพร้อมกับอีหม่ามแล้ว อาจจะเข้าร่วมละหมาดญุมุอะฮ์หรือไม่ก็ได้ตามที่เขาต้องการ, โดยที่พวกเขาทำการละหมาดซุฮ์รีแทน. 

7 – หนึ่งในฮูก่มของการละหมาดอีด ตามทัศนะของนักวิชาการหลายท่านคือ, หากคนๆหนึ่งได้มาถึงยังสถานที่ละหมาดอีด ก่อนที่อีหม่ามจะมาถึง, เขาควรนั่งลง และไม่ต้องละหมาดสองร็อกอะฮ์, เพราะท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้ทำการละหมาดอีดสองร็อกอะฮ์, และท่านไม่ได้ทำการละหมาดใดๆทั้งก่อนและหลังจากมัน. 

นักวิชาการบางท่านมีทัศนะว่า เมื่อคนๆหนึ่งได้มาถึง เขาไม่ควรนั่งลงจนกว่าเขาจะละหมาดสองร็อกอะฮ์, เพราะสถานที่ละหมาดอีดก็ถือเป็นมัสยิด, บนฐานของความจริงที่ว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นั่น, ดังนั้นมันจึงอยู่ภายใต้ฮูก่มเดียวกันกับมุสยิด, ซึ่งบ่งชี้ว่ามันคือมัสยิด. บนฐานนี้, มันจึงอยู่ภายใต้ความหมายทั่วไปในคำพูดของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน): “เมื่อคนใดในหมู่พวกท่านได้เข้ามาในมัสยิด, เขาจงอย่านั่งลงจนกว่าจะละหมาดสองร็อกอะฮ์เสียก่อน.” ส่วนความจริงที่ว่า ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ไม่ได้ทำการละหมาดใดๆก่อนและหลังละหมาดอีดนั้น, นั่นก็เพราะว่า เมื่อท่านมาถึง การละหมาดอีดก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว. 

ดังนั้นมันจึงถูกพิสูจน์ว่า เราควรละหมาดตะฮียะตุลมัสยิด (ละหมาดสองร็อกอะฮ์เพื่อ “ให้เกียรติมัสยิด”) เมื่อได้มาถึงยังสถานที่ละหมาดอีด, เช่นเดียวกับในกรณีของทุกๆมัสยิด, เพราะหากว่าเราได้รับความเข้าใจจากฮาดิษ ว่าไม่มีละหมาดตะฮียะตุลมัสยิดสำหรับมัสยิดที่ละหมาดอีดแล้ว, เช่นนั้นเราก็ควรกล่าวว่า ไม่มีละหมาดตะฮียะตุลมัสยิด สำหรับมัสยิดที่ละหมาดญุมุอะฮ์เช่นเดียวกัน, เพราะเมื่อท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้มาถึงยังมัสยิดที่ละหมาดญุมุอะฮ์แล้ว ท่านก็จะอ่านคุตบะฮ์, จากนั้นก็ละหมาดสองร็อกอะฮ์ จากนั้นก็กลับบ้าน และทำการละหมาดซุนนะฮ์ประจำของญุมุอะฮ์ในบ้านของท่าน, จะเห็นได้ว่าท่านไม่ได้ทำการละหมาดใดๆก่อนมัน หรือหลังจากมัน (ในมัสยิด) เช่นกัน. 

สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะถูกต้องในทัศนะของฉันคือ เราควรละหมาดสองร็อกอะฮ์ ในสถานที่ละหมาดอีด เพื่อให้เกียรติมัสยิด, แต่เราไม่ควรตำหนิผู้อื่นเกี่ยวกับประเด็นนี้, เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเห็นต่างของนักวิชาการ. เราไม่ควรตำหนิผู้อื่น ในประเด็นที่นักวิชาการเห็นต่างกัน, เว้นแต่จะมีข้อความที่ชัดเจน. ดังนั้นเราจึงไม่ควรตำหนิผู้ที่ละหมาด (ตะฮียะตุลมัสยิด) หรือผู้ที่นั่งลงโดยไม่ได้ละหมาด. 

8 – หนึ่งในฮูก่มของวันอีด – อีดอัลฟิตร์ – คือ การจ่ายซะกาตอัลฟิตร์นั้นถูกกำหนดในวันนี้. ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้สั่งใช้ว่า มันควรถูกจ่ายก่อนละหมาดอีด. มันเป็นที่อนุญาตที่จะจ่ายมัน หนึ่งหรือสองวันก่อนหน้านั้น, เพราะฮาดิษของ อิบน์อุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ซึ่งถูกรายงานโดย อัลบุคอรี: “พวกเขาเคยให้มัน หนึ่งหรือสองวัน ก่อน (อีด) อัลฟิตร์.” หากมันถูกจ่ายหลังจากละหมาดอีด, มันจะไม่ถูกนับเป็นซอดาเกาะฮ์อัลฟิตร์, เพราะฮาดิษของ อิบน์ อับบาส กล่าวว่า : “ใครก็ตามที่จ่ายมันก่อนละหมาด, มันก็คือซะกาตอัลฟิตร์, และใครก็ตามที่จ่ายมันหลังจากละหมาด, มันก็คือการบริจาคธรรมดาทั่วไป.” มันถือว่าฮารอม ในการจ่ายซะกาตอัลฟิตร์ล่าช้าจนกระทั่งหลังละหมาดอีด. หากคนๆหนึ่งล่าช้ามันโดยไม่มีข้ออนุโลม มันก็ไม่ถูกตอบรับเป็นซะกาฮ์, แต่หากมีข้ออนุโลม – อย่างเช่นคนๆหนึ่งเป็นผู้เดินทาง และไม่มีสิ่งใดที่จะให้ หรือไม่มีใครที่จะรับซะกาต, หรือเขาคิดว่าครอบครัวของเขาจะจ่ายมันแทน และครอบครัวของเขาก็ดันคิดว่าเขาจะจ่ายมันเอง, ในกรณีดังกล่าว เขาก็ควรจ่ายมันก็ต่อเมื่อ มันง่ายดายสำหรับเขาในการทำเช่นนั้น, แม้ว่าจะหลังละหมาดไปแล้วก็ตาม, และไม่มีบาปสำหรับเขาเพราะเขาได้รับข้ออนุโลม. 

9 – ผู้คนควรทักทายกัน, แต่มันมีการกระทำที่ฮารอมในบางส่วนของหลายๆคน, อย่างเช่น ผู้ชายได้เข้าไปในบ้าน และจับมือกับผู้หญิงที่ไม่ได้ปกปิดเอาเราะฮ์ โดยที่ไม่มีมะฮ์รอมอยู่ด้วย. บางส่วนของความชั่วร้ายเหล่านี้ นั้นเลวร้ายกว่าอีกบางส่วน. 

เราเห็นว่ามีบางผู้คนได้ตำหนิ ผู้ที่ปฏิเสธการจับมือกับผู้ที่ไม่ใช่มะฮ์รอมของเขา, แต่มันเป็นพวกเขาต่างหากที่ละเมิด, ไม่ใช่เขา. แต่เขาควรอธิบายพวกเขา และบอกพวกเขาให้ไปถามนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ ให้ยืนยันการกระทำของพวกเขา และเขาควรบอกพวกเขาว่าอย่าโกรธ และอย่ายืนหยัดที่จะทำตามประเพณีของบรรพบุรุษ, เพราะเขาไม่ได้ทำสิ่งที่ได้รับอนุญาตให้เป็นที่ต้องห้าม หรือทำสิ่งต้องห้ามให้เป็นที่อนุญาต แต่อย่างใด. เขาควรอธิบายพวกเขาว่า หากพวกเขาทำเช่นนั้น, พวกเขาก็จะเป็นเหมือนกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า): 

“และในทำนองเดียวกัน, เราไม่ได้ส่งผู้ตักเตือนก่อนหน้าเจ้า (โอ้มูฮัมมัด) ไปยังเมืองใด (ของผู้คน) เว้นแต่ผู้ที่ฟุ่มเฟือยในหมู่พวกเขาจะกล่าวว่า : “เราพบว่าบรรพบุรุษของเราได้ตามแนวทางและศาสนานี้, และเราก็จะเดินตามแนวทางของพวกเขา”
[อุซซุครุฟ 43:23] 

ผู้คนบางส่วนมีประเพณีในการออกไปยังสุสานในวันอีด เพื่อทักทายชาวสุสาน, แต่ชาวสุสานนั้นไม่มีความต้อการในคำทักทายใดๆ หรือคำยินดีใดๆ, เพราะพวกเขาไม่ได้ถือศีลอดหรือละหมาดกียาม. 

การเยี่ยมเยียนสุสานหรือกุโบร์นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำโดยเฉพาะในวันอีด หรือวันศุกร์ หรือเจาะจงวันใดวันหนึ่ง. มันถูกพิสูจน์ว่าท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้เยี่ยมเยียนสุสานในตอนกลางคืน, ตามที่ถูกกล่าวถึง ในฮาดิษของอาอีชะฮ์ ที่ถูกบันทึกโดยมุสลิม ว่า. และท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “จงเยี่ยมเยียนสุสานเถิด เพื่อที่มันจะได้เตือนท่านเกี่ยวกับโลกหน้า.” 

การเยี่ยมสุสานนั้นเป็นอีบาดะฮ์, และอิบาดะฮ์นั้นจะไม่ถูกตอบรับ เว้นแต่พวกมันจะต้องเป็นไปตามหลักชารีอะฮ์. ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ไม่ได้กำหนดในวันอีดสำหรับการเยี่ยมสุสาน, ดังนั้นเราจึงไม่ควรทำเช่นกัน. 

10 – ไม่มีความผิดในสิ่งที่ผู้ชายได้ทำกันในวันอีด คือการที่พวกเขาสวมกอดกัน. 

11 – มันถูกกำหนดสำหรับผู้ที่ออกไปละหมาดอีด ในการไปในเส้นทางหนึ่ง และกลับอีกเส้นทางหนึ่ง, ตามแบบอย่างของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน). ซุนนะฮ์นี้ไม่ได้ใช้ในละหมาดอื่น, แม้แต่ ละหมาดญุมุอะฮ์หรือละหมาดใดๆก็ตาม, มันถูกใช้เฉพาะกับละหมาดอีดเท่านั้น. 

มัจมุอ์ ฟาตาวา อิบน์ อุซัยมีน, 16/216-223.

ใส่ความเห็น