แปลจากคำถามหมายเลข 45781

เผยแพร่เมื่อ : 13-08-2010

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

มันถือเป็นการดีกว่าหรือไม่ ที่จะละหมาดตารอแวะฮฺเป็นญามาอะฮฺ ในมัสยิด, หรือว่าการละหมาดที่บ้านนั้นดีกว่า?.

คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.

การละหมาดตารอแวะฮ์เป็นญามาอะฮ์ในมัสยิด นั้นถือเป็นการดีกว่าละหมาดที่บ้าน.

สิ่งนี้ถูกระบุโดยซุนนะฮ์ และการกระทำของซอฮาบะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจพวกเขา).

1 – อัลบูคอรี (1129) และมุสลิม (761) รายงานจาก อาอีชะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ว่าท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ละหมาดคืนหนึ่งในมัสยิด, และผู้คนก็ละหมาดตามท่าน. แล้วท่านก็ละหมาดในคืนถัดไป, และมีหลายคนมา. แล้วพวกเขาก็รวมตัวกันในคืนที่สาม หรือคืนที่สี่, และท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ไม่ได้ออกมาหาพวกเขา. เช้าวันถัดมาท่านกล่าวว่า : “ฉันเห็นว่าท่านทำอะไร, และไม่มีอะไรห้ามฉันไว้ไม่ให้ออกมาหาท่าน นอกจากความจริงคือฉันกลัวว่า มันจะกลายเป็นวาญิบสำหรับท่าน.” และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนรอมาดอน.

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการละหมาดตารอแวะฮ์ เป็นญามาอะฮ์ นั้นถูกกำหนดตามซุนนะฮ์ของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน), แต่ท่านงดเว้นจากการทำมัน เพราะกลัวว่ามันจะกลายเป็นวาญิบสำหรับอุมมะฮ์ของท่าน. เมื่อท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) เสียชีวิต, ข้อจำกัดนี้ก็ถือว่าหมดไป, เพราะชารีอะฮ์ได้ถูกตั้งขึ้นแล้ว.

2 – อัล-ติรมีซี (806) รายงานว่า อบู ซัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) กล่าวว่า : ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลออ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ใครก็ตามที่ละหมาดกียาม – หมายถึง, ตารอแวะฮ์– พร้อมกับอีหม่ามจนกระทั่งเสร็จสิ้น, มันจะถูกบันทึกสำหรับเขา ราวกับว่าเขาได้ละหมาดทั้งคืน.”

ให้สถานะซอฮิฮ์ โดย อัล-อัลบานี ใน ซอแฮะฮ์ อัล-ติรมีซี.

3 – อัล-บูคอรี (2010) รายงานว่า ‘อับดุลเราะฮ์มาน อิบน์ อับดุลกอรี กล่าวว่า : ฉันออกมาพร้อมกับ ‘อุมัร อิบน์ อัล-ค็อตต็อบ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) มายังมัสยิดในคืนหนึ่งเดือนในรอมาดอน, และผู้คนอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย, แต่ละคนต่างละหมาดด้วยตนเอง. บางคนก็ละหมาด และมีกลุ่มคนอยู่หลังพวกเขา กำลังตามพวกเขา. ‘อุมัร กล่าวว่า : “ฉันคิดว่า ถ้าฉันรวมผู้คนทั้งหมดด้วยกับผู้อ่านคนเดียว, มันน่าจะเป็นการดีกว่า. จากนั้นท่านก็ตัดสินใจ ที่จะรวมพวกเขาไว้ข้างหลัง อุบัย อิบน์ กะอ์บ.

อัล-ฮาฟิซ กล่าวว่า:

อิบน์ อัล-ตีน และคนอื่นๆกล่าวว่า ‘อุมัรยึดการตัดสินใจในครั้งนี้ ด้วยการรับรองของท่านศาสนทูต ของผู้ที่ละหมาดพร้อมกับท่านในคืนนั้น. แม้ว่าท่านจะไม่ชอบก็ตาม, เนื่องจากกลัวว่ามันจะกลายเป็นวาญิบสำหรับพวกเขา. เมื่อท่านศาสนทูต (ขอควาสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) เสียชีวิต, ก็ไม่มีความกลัวนั้นอีกต่อไป, และ อุมัร คิดว่า, เนื่องจากความไม่เป็นหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้น จากการที่ผู้คนต่างแยกกันละหมาด, และเพราะการรวมพวกเขาไว้หลังผู้อ่านคนเดียว ถือเป็นการกระตุ้นมากกว่า สำหรับหลายคน. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของอุมัร. จบการอ้างจาก ฟัตฮุล บารี.

อัล-นาวาวี กล่าวไว้ใน อัล-มัจมุอ์’, 3/526:

การละหมาดตารอแวะฮ์ถือเป็นซุนนะฮ์ ตามมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ… มันถือเป็นที่อนุญาต ที่จะละหมาดคนเดียว หรือละหมาดเป็นญามาอะฮ์, แต่แบบไหนดีกว่านั้น? มี 2 ทัศนะที่เป็นที่รู้กันเกี่ยวกับเรื่องนี้. ทัศนะที่ถูกต้องตามตามมติเอกฉันท์ของสหายของเรา นั้นถือว่าการละหมาดญามาอะฮ์ดีกว่า. ทัศนะที่ 2 คือ มันถือเป็นการดีกว่าที่จะละหมาดคนเดียว.

สหายของเรากล่าวว่า : มีข้อแตกต่างสำหรับผู้ที่ท่องจำอัลกุรอ่าน (กรณีที่เขาจะละหมาดคนเดียว-ผู้แปลเป็นไทย) ; เขาจะต้องไม่มีความกลัวว่าเขาอาจจะรู้สึกขี้เกียจ และละเลยมัน หากเขาละหมาดคนเดียว, และญามาอะฮ์ในมัสยิดจะต้องไม่บกพร่องหากไม่มีเขา. แต่หากขาดหนึ่งในปัจจัยเหล่านี้ไป, การละหมาดญามาอะฮ์ก็ถือเป็นการดีกว่า, และไม่มีทัศนะที่แตกต่างของนักวิชาการเกี่ยวกับประเด็นนี้.

ผู้เขียน อัล-ชามิล กล่าวว่า : อบุล อับบาส และ อบู อิสฮาก กล่าวว่า การละหมาดตารอแวะฮ์เป็นญามาอะฮ์ นั้นดีกว่าละหมาดคนเดียว, เพราะมติเอกฉันท์ของซอฮาบะฮ์ และมติเอกฉันท์ของนักวิชาการในพื้นที่ เกี่ยวกับประเด็นนี้. จบการอ้าง.

อิบน์ อัล-มูบาร็อก, อะฮ์มัด และอิสฮาก สนับสนุนให้ละหมาดพร้อมกับอีหม่ามในช่วงเดือนรอมาดอน.

มันถูกกล่าวไว้ใน ตุฮ์ฟัต อัล-อะฮ์วาซี:

ในหนังสือการละหมาดยามค่ำคืน (กียาม): มันถูกกล่าวกับ อะฮ์มัด อิบน์ ฮันมัล : ท่านชอบให้ผู้ชายละหมาดกับผู้คน หรือละหมาดคนเดียวในเดือนรอมาดอน? ท่านกล่าวว่า : ท่านควรจะละหมาดกับผู้คน. ท่านกล่าวว่า : และฉันชอบให้เขาละหมาดกับอีหม่าม และละหมาดวิตร์พร้อมกับเขา. ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กลาวว่า : “หากคนๆหนึ่งละหมาดกียามพร้อมกับอีหม่าม จนกระทั่งเขาละหมาดเสร็จสิ้น, มันจะถูกบันทึก ราวกับว่าเขาใช้เวลาที่เหลือทั้งคืน (ไปกับการละหมาด).” อะฮ์มัด (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : “เขาควรละหมาดพร้อมกับผู้คน จนกระทั่งเขาละหมาดวิตร์พร้อมกับพวกเขา, และเขาไม่ควรกลับไป จนกว่าอีหม่ามกลับ. อบูดาวูด กล่าวว่า : ฉันเห็นท่าน (อีหม่ามอะฮ์มัด) – ในเดือนรอมาดอน, กำลังละหมาดวิตร์พร้อมกับอีหม่ามของท่าน, ยกเว้นคืนหนึ่ง ในตอนที่ฉันไม่ได้เข้าร่วม. อิสฮาก (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ฉันกล่าวกับอะฮ์มัดว่า : การละหมาดกียามในเดือนรอมาดอนเป็นญามาอะฮ์ หรือการละหมาดคนเดียว เป็นที่รักสำหรับท่าน? ท่านกล่าวว่า : ฉันชอบที่ละหมาดนี้ควรละหมาดเป็นญามาอะฮ์, เพื่อเป็นการฟื้นฟูซุนนะฮ์. และอิสฮากก็กล่าวเหมือนกัน. จบการอ้าง.

ดูใน อัล-มุฆนี, 1/457.

เชค อิบน์ ‘อูซัยมีน กล่าวไว้ใน มาญาลิส ชัรฮ์ รอมาดอน, หน้า. 22:

ในตอนแรก ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้เคยละหมาดตารอแวะฮ์เป็นญามาอะฮ์ในมัสยิด, จากนั้นท่านก็หยุดทำ เพราะท่านกลัวว่า มันจะกลายเป็นวาญิบสำหรับอุมมะฮ์ของท่าน…

จากนั้นท่านก็อ้างถึง 2 ฮาดิษ ที่ยกไปข้างต้น. แล้วท่านก็กล่าวว่า :

ไม่มีใครควรออกห่างจากละหมาดตารอแวะฮ์ เพื่อที่เขาจะได้ไม่พลาดจากรางวัลของมัน. และเขาไม่ควรกลับ จนกว่าอีหม่ามจะละหมาดตารอวะฮ์และวิตร์เสร็จสิ้น, เพื่อที่เขาจะได้รับรางวัลของการละหมาดทั้งคืน. จบการอ้าง.

อัล-อัลบานี กล่าวไว้ใน กียาม รอมาดอนว่า : ค่อนข้างที่มัน (การละหมาดตารอแวะฮ์เป็นญามาอะฮ์) นั้นดีกว่าละหมาดคนเดียว, เพราะท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้ทำมันและอธิบายถึงความดีของมัน.

ค่อนข้างที่ท่านไม่นำละหมาดพวกเขาเป็นญามาอะฮ์ ในคืนที่เหลือของเดือน ก็เพราะท่านกลัวว่า การละหมาดยามค่ำคืนในเดือนรอมาดอนนั้น จะกลายเป็นวาญิบสำหรับพวกเขา, และพวกเขาจะไม่มีความสามารถทำมันได้, ตามที่ถูกกล่าวไว้ในฮาดิษของ อาอีชะฮ์ ซึ่งรายงานไว้ใน อัล-ซอฮีฮีน และที่อื่นๆ. ความกังวลนี้ไม่มีอีกต่อไป หลังจากที่ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้เสียชีวิต และอัลลอฮ์ได้ทำให้อิสลามสมบูรณ์แล้ว. ดังนั้นเหตุผลสำหรับการไม่ละหมาดญามาอะฮ์ ในละหมาดยามค่ำคืนของเดือนรอมาดอน นั้นไม่มีอีกแล้ว, และฮูก่มก่อนหน้านี้ก็ยังมีผลบังคับใช้, ซึ่งมันถูกกำหนดให้ละหมาดเป็นญามาอะฮ์. ดังนั้น อุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) จึงฟื้นฟูมัน, ตามที่กล่าวไว้ใน ซอแฮะฮฺ อัล-บูคอรี และที่อื่นๆ. จบการอ้าง.

มันถูกกล่าวไว้ใน อัล-เมาซูอะฮ์ อัล-ฟิกฮิยยะฮ์ (27/138):

จากสมัยของ อุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน), คอลีฟะฮ์แห่งทางนำ และบรรดามุสลิม ก็ได้ละหมาดตารอแวะฮ์เป็นญามาอะฮ์เป็นประจำ. ‘อุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) คือผู้ที่รวมผู้คนให้ละหมาดตามหลังอีหม่ามคนเดียว.

อาซัด อิบน์ อัมร์ อิบน์ อบี ยูซุฟ กล่าวว่า : ฉันได้ถามอบูฮานีฟะฮ์เกี่ยวกับละหมาดตารอแวะฮ์ และสิ่งที่อุมัรทำ. ท่านกล่าวว่า : ตารอแวะฮ์นั้นถือเป็นซุนนะฮ์อย่างแน่นอน, และอุมัรไม่ได้ตัดสินใจจากความคิดของท่าน และท่านก็ไม่ได้ทำบิดอะฮ์ (อุตริกรรม,สิ่งใหม่ในศาสนา). ท่านไม่ได้กำชับมัน นอกจากเพราะเป็นสิ่งที่ท่านรู้มาจากท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน). ‘อุมัรเสนอสิ่งนี้ และรวบรวมผู้คนไว้ข้างหลัง อุบัย อิบน์ กะอ์บ และท่านเสนอให้ละหมาดเป็นญามาอะฮ์, ในสมัยที่ซอฮาบะฮ์ – ชาวมูฮาญีรีน และชาวอันซอร – ยังมีชีวิตอยู่, และไม่มีใครในหมู่พวกเขาคัดค้านมัน, ค่อนข้างที่พวกเขาจะช่วยท่าน และเห็นพ้องกับท่าน, และกำชับมัน. จบการอ้าง.

และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด.

ใส่ความเห็น