คำถาม
ทำไมมุสลิมควรเยือนเมะกะ อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตของพวกเขา?
คำตอบ
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.
พวกเราชาวมุสลิม รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจ ในการเป็นบ่าวของอัลลอฮ์, ผู้ทรงเอกะ, ผู้ทรงเป็นที่พึ่ง, ผู้ที่การร้องขอ ไม่มีที่พระองค์จะไม่นำมา, และไม่มีสิ่งใดเท่าเทียมพระองค์ หรือเทียบเคียงพระองค์ได้; พระองค์คือพระเจ้าของเรา และเราไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์. ดังนั้น เราจึงตอบสนองต่อคำสั่งของพระเจ้าของเรา ด้วยความนอบน้อมสูงสุด และจำนนต่อคำสั่งของพระองค์, เพราะเรารู้ว่าพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ไม่มีความรอบรู้ใดๆยิ่งใหญ่กว่าพระองค์. เรารู้ว่าพระองค์เป็นผู้มีเมตตาที่สุด และไม่มีความเมตตาใดๆที่มากกว่าพระองค์, ขอพระองค์ได้รับเกียรติและการยกย่อง. ดังนั้นพวกเราจึงรักพระองค์ ในหนทางที่ เราต้องการเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ แม้ว่ามันจะค่อนข้างยากสำหรับพวกเราก็ตาม. พวกเรารู้สึกภูมิใจ, มีความสุข และพอใจเมื่อเราได้ทำในสิ่งที่พระองค์สั่งใช้.
เพราะถ้ามนุษย์รักคนๆหนึ่ง, เขาก็ย่อมรักที่จะรับใช้เขา และสิ่งนั้นก็อาจทำให้เขามีความสุข. ดังนั้นแล้วคุณคิดอย่างไรล่ะ กับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สร้างพวกเรา และให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเรา, และทุกๆสิ่งที่เรามี คือพรของพระองค์ไม่ใช่หรือ? และสำหรับพระองค์คือลักษณะที่สูงที่สุด. พวกเราเป็นหนี้ทุกสิ่งต่อพระเจ้าของเรา, ดังนั้นเราจึงต้องรีบเร่งทำทุกสิ่ง ที่พระองค์สั่งใช้, เพื่อที่เราจะได้ขอบคุณเล็กๆน้อยๆ สำหรับพรอันยิ่งใหญ่ของพระองค์. เราไม่สามารถที่จะขอบคุณพระองค์ได้มากพอ, แต่ด้วยความกรุณาของอัลลอฮ์ผู้ทรงเอื้อเฟื้อที่สุด ได้ตอบรับความพยายามเล็กๆน้อยๆของเรา และตอบแทนพวกเราอย่างมากมาย.
ยกตัวอย่างเช่น, ฮัจญ์ หรือการแสวงบุญ. หากมุสลิมทำฮัจญ์ ในลักษณะที่พระเจ้าของเขาต้องการ, อัลลอฮ์ก็ได้สัญญาว่าจะอภัยโทษให้เขา ในบาปของเขา และอนุญาตให้เขาได้เข้าสวรรค์, บนเงื่อนไขที่ว่า เขาไม่ได้ทำให้การกระทำนี้เสียหาย โดยการกระทำสิ่งใหญ่ๆ ที่จะทำให้มันเป็นโมฆะ และได้รับความโกรธกริ้วของอัลลอฮ์.
หนึ่งในความเมตตาอันยิ่งใหญ่ ที่อัลลอฮ์ได้ประทานให้แก่อุมมะฮ์นี้ (ประชาชาตินี้, นั่นคือ, มุสลิม), ก็คือว่าอัลลอฮ์ได้ทำให้การเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และคำสั่งของศาสนทูตของพระองค์ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คนๆหนึ่งมีความสามารถที่จะทำมันได้. ตราบใดที่ผู้นั้นสามารถทำมันได้, มันก็จำเป็นสำหรับเขา ในการทำสิ่งที่จำเป็นสำหรับเขา, หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น และเขาก็ได้รับข้ออนุโลม. อัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น”
[อัล-บะกอเราะฮ์ 2:286] – นั่นคือ, พระองค์ไม่ได้ขอให้เขา ทำเกินกว่าที่เขาจะทำได้.
เกี่ยวกับฮัจญ์โดยเฉพาะ, อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“และฮัจญ์ (การแสวงบุญที่มักกะฮ์) ไปยังบ้าน (กะอ์บะฮ์) คือหน้าที่ที่มนุษย์มีต่ออัลลอฮ์, คือผู้ที่สามารถใช้จ่ายมันได้ (ในเรื่องของยานพาหนะ, อาหาร และที่อยู่อาศัย)”
[อาล อิมรอน 3:97]
ด้วยความเมตตาของพระองค์ พระองค์ได้สั่งใช้สิ่งนี้กับบ่าวของพระองค์ ครั้งหนึ่งในชีวิต, เพื่อที่มันจะไม่เป็นการยากเกินไปสำหรับเขา, แต่พระองค์เรียกร้องกับผู้ที่สามารถทำฮัจญ์ และอุมเราะฮ์มากกว่าหนึ่งครั้ง ในการทำมัน. ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “จงยืนหยัดในการทำฮัจญ์และอุมเราะอ์, เพื่อที่พวกมันจะเอาออกซึ่งความยากจนและบาป เช่นเดียวกับเครื่องสูบลมได้เอาสิ่งสกปรกออกจากเหล็ก.” (บันทึกโดย อัน-นาซาอี, 2/4; นี่คือฮาดิษซอแฮะฮ์ ตามที่ระบุโดย อัล-อัลบานี ใน อัล-ซิลซีลัต อัล-ซอฮีฮะฮ์, 1200).
สิ่งนี้คืออีบาดัตที่ยิ่งใหญ่ ถูกกำหนดโดยอัลลอฮ์ เพื่อที่เราจะได้สรรเสริญพระองค์ และเทิดเกียรติแด่พระองค์, และขอบคุณพระองค์ สำหรับพรอันยิ่งใหญ่และรางวัลของพระองค์. จุดประสงค์ของการตอวาฟ รอบกะอบะฮ์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินไปรอบๆหินเหล่านี้! ไม่, ค่อนข้างที่เหตุผลคือ อัลลอฮ์ได้สั่งใช้พวกเราให้เดินรอบๆมันเจ็ดรอบ และเราเชื่อฟังอัลลอฮ์ ด้วยการ เดินไปรอบๆมันเจ็ดรอบ, ไม่มากกว่านั้น และไม่น้อยกว่านั้น; ค่อนข้างที่เราทำในสิ่งที่พระองค์สั่งใช้เรา และเรารู้สึกว่า เราคือบ่าวของพระองค์, นอบน้อมถ่อมตนต่อหน้าพระองค์ และสรรเสริญพระองค์ และขอบคุณพระองค์ สำหรับการเลือกเรา ให้เป็นบ่าวของพระองค์ จากประชาชาติทั้งหมด ที่บูชาพระเจ้าต่างๆ, และอาจบูชาแม้แต่ตัวเอง หรือความต้องการของตัวเอง.
เช่นเดียวกับพิธีกรรมทั้งหมดของฮัจญ์, และแน่นอนสำหรับทุกอีบาดะฮ์ที่อัลลอฮ์ได้กำหนดสำหรับพวกเรา. มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์, ผู้ที่ให้เกียรติเรา ด้วยกับศาสนาอันยิ่งใหญ่นี้.
ยิ่งไปกว่านั้น, ความสนใจของคุณในการถามเกี่ยวกับฮัจญ์ ตั้งแต่อายุยังน้อยของคุณ บ่งชี้ว่า คุณมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และค้นหา. เราขอแนะนำให้คุณเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอิสลาม และในการอ่านเกี่ยวกับมัน, และค้นหาสำหรับตัวคุณเอง ว่ามันคือศาสนา ที่เหมาะสมกับ ความชอบตามธรรมชาติของมนุษย์. สิ่งนี้จะตั้งให้คุณอยู่บนเส้นทางสู่ความพึงพอใจ ของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของคุณ, ผู้ที่สร้างคุณ และผู้ที่ให้คุณ, และผู้ที่สมควร ที่คุณควรอีบาดะอ์ต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และไม่มีผู้อื่นนอกจากนี้.
บางทีคุณอาจรู้ว่า ศาสนทูตมูฮัมมัดของพวกเรา (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) บอกเราว่า สหายของท่านซึ่งคือศาสนทูตอีซา (เยซู – ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) จะลงมาในยุคสุดท้าย และจะทำการแสวงบุญที่บ้านแห่งนี้, และท่านจะประกาศความเชื่อของท่าน ในอัลลอฮ์องค์เดียว (เตาฮีด). เราเชื่อว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้น ตามที่ศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) บอกเรา, เช่นเดียวกับที่เราเชื่อว่าพระอาทิตย์นั้นขึ้นในตอนเช้า. ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “โดยผู้ที่ในมือของพระองค์ คือวิญญาณของฉัน, บุตรชายของมัรยัม (บุตรชายของแมรี่, นั่นคือ เยซู,เจซุส) จะออกเสียงตัลบียะฮ์ สำหรับฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ , หรือทั้งสอง อย่างแน่นอน ในหุบเขาแห่งเราฮะอ์.” (บันทึกโดยมุสลิม, 1252). หุบเขาแห่งเราฮะอ์ ก็คือพื้นที่ระหว่างมักกะฮ์ และมาดีนะฮ์.
[โน้ตจากผู้แปลเป็นอังกฤษ : ตัลบียะฮ์คือการอ่านโดยผู้แสวงบุญ ที่ไปยังมักกะฮ์. มันอาจแปลได้ดังนี้: “ฉันอยู่ที่นี่ ที่การดูแลของพระองค์, โอ้อัลลอฮ์, ฉันอยู่ที่นี่. ฉันอยู่ที่นี่ ที่การดูแลของพระองค์, พระองค์ไม่มีหุ้นส่วน, ฉันอยู่ที่นี่. มวลการสรรเสริญและพร, และมวลการปกครอง นั้นเป็นของพระองค์. พระองค์ไม่มีหุ้นส่วน.”]
เราขอต่ออัลลอฮ์ในการเปิดใจคุณ สู่ทางที่ถูกต้อง… อามีน.