แปลจากคำถามหมายเลข 217
เผยแพร่เมื่อ : 10-05-1998
แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ
คำถาม
2. พี่น้องชายของสามีถือเป็นมะฮ์รอมหรือไม่, นางสามารถเดินทางกับเขาได้หรือไม่?
คำตอบ
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.
1. ภรรยาได้รับอนุญาตในการบริการสามีของนาง และแขกของเขา หากนางได้สวมใส่ฮิญาบแบบสมบูรณ์ (ปิดหน้า) และไม่มีส่วนใดของร่างกายของนางที่สามารถมองเห็นได้. นางยังได้รับอนุญาตในการนั่งกับพวกเขาอีกด้วย ตราบใดที่ไม่ใช่การนั่งตามลำพังกับผู้ชายที่ไม่ใช่มะฮ์รอม*, แสดงความทะลึ่ง หรือสิ่งอื่นที่ก่อให้เกิดการล่อลวง.
ในส่วนของการนั่งกินกับพวกเขาที่น่าเป็นห่วงคือ, หากสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยบางส่วนของร่างกาย, นางก็ไม่ควรนั่งกินกับพวกเขา.
2. พี่น้องชายของสามีนั้นไม่ใช่มะฮ์รอม. ประเภทต่างๆของมะฮ์รอม ได้ถูกอธิบายไว้ในกุรอ่าน, และเรื่องนี้ได้ถูกอธิบายไปแล้วในคำถามหมายเลข # 316. บนฐานนี้, มันไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับนาง ในการเดินทางกับเขา.
ในแง่ของความร้ายแรง เกี่ยวกับเรื่องของผู้ชายที่ไม่ใช่มะฮ์รอม, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญาติของสามี, ในการเข้าหาผู้หญิง, และความจริงที่ว่า ผู้คนให้ความสำคัญน้อยมากในเรื่องนี้, มีคำแนะนำบางส่วน จากคำแนะนำที่สำคัญดังนี้:
คำเตือนต่อญาติที่ไม่ใช่มะฮ์รอมในการเข้าหาผู้หญิง ในตอนที่สามีของนางไม่อยู่
บางบ้านอาจไม่ได้ปราศจากการมีอยู่ของญาติสามี ที่ไม่ใช่มะฮ์รอมของภรรยาของเขา. พวกเขาอาจอาศัยอยู่กับเขา ด้วยกับหลายๆเหตุผล, อย่างเช่น พี่น้องชายที่ยังเป็นนักเรียน หรือยังโสดอยู่. ผู้ชายเหล่านี้ สามารถเข้าในบ้านได้โดยไม่มีความรู้สึกแปลก, เพราะพวกเขานั้นเป็นที่รู้กันของเพื่อนบ้าน ในฐานะญาติของเจ้าของบ้าน. เพื่อนบ้านรู้ว่านี่คือพี่น้องชายคนหนึ่ง, หรือหลานชาย หรือลุง. ด้วยแนวทางที่ง่ายๆนี้ อาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดศีลธรรมอย่างมากมาย ที่ได้รับความโกรธกริ้วจากอัลลอฮ์ เนื่องจากข้อจำกัดที่พระองค์ได้กำหนดไว้ นั้นไม่ได้รับการปฏิบัติตาม. หลักการพื้นฐานในเรื่องนี้ ควรเป็นฮาดิษของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน): “จงระวังการเข้าหาผู้หญิง.” ชายชาวอันซ็อรคนหนึ่งถามว่า, “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์, ท่านคิดเห็นอย่างไรกับพี่เขยน้องเขย?” ท่านกล่าวว่า, “พี่เขยน้องเขยนั้นคือความตาย.” (บันทึกโดย อัลบุคอรี, ฟัตฮุลบารี, 9/330)
อันนะวาวี, ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน, กล่าวว่า : ฮาดิษนี้หมายถึงญาติฝ่ายสามีทั้งหมด ยกเว้นพ่อและลูกชายของเขา, ที่ถือว่าเป็นมะฮ์รอมสำหรับผู้หญิง และนางได้รับอนุญาตในการอยู่ตามลำพังกับพวกเขา (พ่อและลูกชายของสามี) ; พวกเขาไม่ถูกระบุว่าเป็น “ความตาย.” (แต่ความตายนั้น) มันหมายถึงพี่น้องชาย, หลานชาย, ลุง, ลูกพี่ลูกน้อง และญาติคนอื่นๆของสามี ที่นางได้รับอนุญาตให้แต่งงานด้วยได้ หากนางยังไม่ได้แต่งงาน. เนื่องจากคนทั่วไปมักจะปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างไม่ใส่ใจนัก, และชายคนหนึ่งอาจจะนั่งอยู่ตามลำพังกับภรรยาของพี่น้องชาย, พี่เขยน้องเขยถูกเปรียบเทียบกับความตาย, และเขาเป็นคนที่สำคัญที่สุด ในบรรดาผู้ชายที่ไม่ใช่มะฮ์รอม ที่ควรได้รับการขัดขวางจากการทำเช่นนั้น.
ประโยคที่ว่า “พี่เขยน้องเขยนั้นคือความตาย” อาจมีหลายความหมาย, อย่างเช่นดังนี้:
- การอยู่ตามลำพังกับพี่เขยน้องเขย อาจนำไปสู่การลงโทษทางศาสนา หากมันส่งผลให้เกิดบาป.
- สิ่งนั้นอาจนำไปสู่ความตายจริงๆ หากมีการทำผิดศีลธรรม ที่ถูกสั่งให้ลงโทษด้วยการขว้างด้วยหิน.
- สิ่งนั้นอาจสร้างความหายนะสำหรับผู้หญิง หากสามีของนางเกิดหึง และนำไปสู่การหย่า.
- คุณควรกลัวการอยู่ตามลำพังกับผู้หญิงมะฮ์รอม เท่ากับที่คุณกลัวความตาย.
- การอยู่ตามลำพังกับผู้หญิงมะฮ์รอม นั้นน่ากลัวพอๆกับความตาย.
ทั้งหมดนี้เกิดจากความจริงที่ว่า อิสลามต้องการปกป้องครอบครัว และสมาชิกในครอบครัว, และขัดขวางทุกสิ่งที่อาจนำไปสู่การทำลายพวกเขา. สิ่งที่คุณจะพูดคืออะไร, หลังจากได้ยินคำเตือนของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) เกี่ยวกับบรรดาสามีที่พูดกับภรรยาของเขาว่า : “หากพี่น้องชายของฉันมา และฉันไม่ได้อยู่ที่นี่, จงพาเขาไปที่ห้องนั่งเล่น” หรือผู้หญิงคนหนึ่งที่กล่าวกับแขกผู้ชายว่า: “จงไปที่ห้องนั่งเล่น” – เมื่อไม่มีใครอยู่ในบ้าน?
สำหรับผู้ที่มีแนวคิดในเรื่องความไว้วางใจมาเป็นข้ออ้าง, และกล่าวว่า, “ฉันเชื่อใจภรรยาของฉัน และฉันเชื่อใจพี่น้องชายของฉัน หรือลูกพี่ลูกน้องของฉัน,” เราขอกล่าวว่า : จงอย่าเชื่อใจเกินไป และจงอย่าสงสัยเกินไป, แต่จงรู้ว่าฮาดิษที่ว่า “ไม่มีผู้ชายที่นั่งอยู่ตามลำพังกับผู้หญิง (ที่ไม่ใช่มะฮ์รอม), เว้นแต่ชัยตอนจะมาเป็นคนที่สามในหมู่พวกเขา” (บันทึกโดย อัตติรมีซี, 1171) สิ่งนี้นั้นได้รวมถึง ทั้งผู้คนที่ชอบธรรมที่สุด และผู้คนที่ทำผิดศีลธรรมที่สุดด้วย, และอิสลามไม่มีข้อยกเว้นใดๆในรายงานดังกล่าว.
ปัญหาที่แท้จริง
สิ่งนี้คือปัญหา : ชายคนหนึ่งได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง และพาเธอไปที่บ้านของครอบครัวเขา, ที่ซึ่งนางอยู่อาศัยกับเขาอย่างมีความสุข, จากนั้นน้องชายของเขา ได้เริ่มเข้าหานาง เมื่อสามีของนางไม่อยู่, และพวกเขาเริ่มพูดคุยกันด้วยความรัก หรือแม้แต่ลักษณะที่หลงใหล. สิ่งนี้นำไปสู่สองสิ่ง: คือนางเริ่มเกลียดสามีของนาง, และเพิ่มความสัมพันธ์กับน้องชายของเขา, แต่นางไม่สามารถหย่ากับสามีของนางได้, หรือนางไม่สามารถทำในสิ่งที่นางต้องการกับอีกคนหนึ่งได้. นี่คือความทรมาณที่แสนสาหัส. เรื่องนี้แสดงถึงหนึ่งในลักษณะของการทุจริต, นอกจากนี้ก็ยังมีชนิดอื่นๆอีก ซึ่งไปถึงระดับของพฤติกรรมทางเพศที่ผิดศีลธรรม และการมีลูกนอกสมรส.
ในคำตอบของคำถามที่สองคือ, ผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ได้รับอนุญาต ในการเดินทางกับพี่น้องชายของสามี, ที่ไม่ใช่มะฮ์รอมของนาง, เพราะท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ผู้หญิงคนหนึ่งไม่ควรเดินทาง เว้นแต่นางจะอยู่กับมะฮ์รอม, และไม่มีผู้ชายที่จะเข้าไปหาผู้หญิงได้ เว้นแต่นางจะอยู่กับมะฮ์รอม.” (บันทึกโดย อัลบุคอรี, 1729). ในบรรดาเงื่อนไขของมะฮ์รอมคนหนึ่ง เพื่อจุดประสงค์ของการเดินทาง คือ : เขาควรเป็นผู้ที่นางถูกห้ามแต่งงานอย่างถาวร, อย่างเช่นปู่ของนาง, พ่อ, พี่น้องชาย, ลุงฝ่ายพ่อ, หลานชาย, ฯลฯ. และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด.
* ผู้แปลเป็นอังกฤษ : “มะฮ์รอม” หมายถึงญาติทางสายเลือด ผู้ที่การแต่งงานถูกห้ามอย่างถาวร, อย่างเช่น พ่อของผู้หญิง, พี่น้องชาย, ลูกชาย, ลุง, ฯลฯ.
ที่มา : เชค มูฮัมมัด ซอและฮ์ อัลมุนัจญิด