แปลจากคำถามหมายเลข 20057

เผยแพร่เมื่อ : 21-07-2009

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

ฉันต้องการทราบรูปแบบที่แน่นอนเกี่ยวกับซะกาตที่ต้องจ่าย.ครอบครัวของฉันประกอบไปด้วย พี่น้องชาย 3 คน ที่แต่งงานและมีลูก และมีพ่อแม่,ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกัน.

1- พวกเรามีบ้านหลังใหญ่ที่ใช้อาศัยอยู่,

2-พวกเรามีบ้านหลังที่สอง มูลค่า 3 ล้าน rs (สกุลเงินอินเดีย).

3-เรามีธุรกิจซึ่งมีทุน 2.5 ล้าน

4-เรามีร้านค้า มูลค่า 4 ล้าน และเรามีทรัพย์สินที่แตกต่างกันมูลค่า 1 ล้าน. มีเครื่องประดับมูลค่า 1 ล้าน rs.

พวกเราจะต้องจ่ายซะกาตอย่างไร.

คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ.

ประการแรก:

มุสลิมไม่ต้องจ่ายซากาต ในส่วนของบ้านที่เขาอาศัยอยู่ – ถึงแม้ว่า จะมีบ้านมากกว่า 1 หลังก็ตาม – หรือในส่วนของรถยนต์ที่เขาใช้ – ไม่ว่ามันจะมีมูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม.

เชค อิบนฺ บาซ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า:

มันไม่มีซะกาต ในส่วนของบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่… แต่ในกรณีเกี่ยวกับที่ดิน, บ้าน, ร้านค้า และอะไรทำนองนั้น ที่เตรียมพร้อมสำหรับขาย, เหล่านี้ พวกเขาจะต้องจ่ายซะกาต ตามมูลค่าของมัน เมื่อเวลาผ่านพ้นไป 1 ปี, ไม่ว่ามูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ตาม, หากเจ้าของมีมันไว้เพื่อขาย.

มัจมุอฺ’ ฟาตาวา อัล-เชค อิบนฺ บาซ, 14/173

ประการที่สอง:

มันไม่มีซะกาตในส่วนของร้านค้า และทรัพย์สิน ที่ใช้ในธุรกิจของตัวเอง; มันไม่มีซะกาตในส่วนของที่ดิน หรือสิ่งก่อสร้าง หรือของตกแต่ง และอุปกรณ์ภาชนะต่างๆที่ใช้ภายในร้าน, ไม่ว่ามันจะมีมูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม, เว้นแต่ว่า สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อขาย, ซึ่งในกรณีนี้พวกเขาก็จะต้องจ่ายซะกาตสำหรับมัน. ซะกาตประเภทนี้นักวิชาการเรียกว่า ซะกาตการค้า หรือซะกาตสินค้า.

เชค อิบนฺ บาซ (ขออัลลอฮฺทรงเตตาท่าน) กล่าวว่า:

หลักการพื้นฐานคือ ทุกอย่างที่เตรียมไว้เพื่อขาย จะต้องจ่ายซากาต, และสิ่งที่มีไว้ใช้สอยภายในร้าน ไม่ต้องจ่ายซะกาต.

มัจมุอฺ’ ฟาตาวา วา มากอลาต มูตาเนาวี’อะฮฺ ลิล-เชค อิบนฺ บาซ, 14/183

วิธีจ่ายซะกาต คือ:

เมื่อเวลา 1 ปีผ่านไป มูลค่าของสินค้าภายในร้าน, จะต้องจ่ายซะกาตสำหรับสินค้านั้น ในอัตตรา 1 ใน 4 ของ 1 ใน 10, นั่นก็คือ, 2.5 % ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด. ดูคำถามหมายเลข. 26236.

นักวิชาการ ของคณะกรรมการถาวรฯ กล่าวว่า:

สินค้าเพื่อการค้า คือสินค้าทั้งหมดที่ถูกเตรียมไว้เพื่อขาย และซื้อ ในทรัพย์สินทุกประเภท. จะต้องจ่ายซะกาตสำหรับสินค้าเหล่านั้น ในเมื่อมูลค่าของมันถึงนิสอบ(พิกัด) ของทองคำ และแร่เงิน, และเจ้าของได้ครอบครองมัน และมีความตั้งใจที่จะขายมัน. มูลค่าของมัน ในทองคำ และแร่เงิน ควรคำนวณเมื่อสิ้นปี, เพื่อคนยากจน และคนขัดสน. หลักการพื้นฐานนี้ อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ในอัลกุรอ่านว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงบริจาคส่วนหนึ่งจากบรรดาสิ่งดี ๆ ของสิ่งที่พวกเจ้าได้แสวงหาไว้”

[อัล-บะกอเราะฮฺ 2:267]

นั่นคือ, สิ่งที่คุณได้รับจากการค้าขาย; นี่คือทัศนะของ เชค มูนัจญิด และคนอื่นๆ. อัล-บัยดาวี และคนอื่นๆ กล่าวว่า : จ่ายสิ่งที่ดี ที่คุณได้รับ, นั่นคือ, ซะกาตที่วาญิบ.

และอัลลอฮฺกล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“และบรรดาผู้ที่ในทรัพย์สินของพวกเขามีส่วนที่ถูกกำหนดไว้”

[อัล-มาอาริจ 70:24]

การค้าขายอยู่ภายใต้ความหมายของทรัพย์สิน, ซึ่งท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) ได้กำหนดอัตราที่ต้องจ่าย คือ 1 ใน 4 ของ 1 ใน 10. สินค้าที่ใช้ในการค้า ถือเป็นทรัพย์สมบัติ, ดังนั้น มันจึงเหมาสมกว่า ที่จะถูกรวมไว้ในความหมายของอายะฮฺนี้มากกว่าทรัพย์สินประเภทอื่นๆ. มันถูกเล่าว่า ซามูเราะฮฺ อิบนฺ จุนดุบ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) กล่าวว่า : “ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) เคยสั่งใช้เราให้จ่ายซะกาต ในสิ่งที่เราเตรียมไว้เพื่อขาย.” (บันทึกโดย อบูดาวูด)

‘อุมัร พูดกับฮามาส, “จงจ่ายซะกาตในทรัพย์สมบัติของท่าน.” เขากล่าวว่า, ‘ฉันมีเพียง หนังสัตว์.” ท่านอุมัรกล่าวว่า, “จงประเมินว่ามันมีมูลค่าเท่าไหร่ และจ่ายซะกาต.” อีหม่าม อะฮฺหมัด (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) อ้างถึงเรื่องนี้เป็นหลักฐาน.

มันถูกเล่าจาก อบู ฮูร็อยเราะฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) ว่าท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ด้วยความเคารพต่อคอลิด, ท่านได้อธรรมต่อคอลิด, เพราะเขาเก็บโล่ของเขา และอาวุธ เพื่อจุดประสงค์ในการทำญีฮาด.” (บันทึกโดยบูคอรีและมุสลิม). อัล-นาวาวี และคนอื่นๆ กล่าวว่า: สิ่งนี้บ่งชี้ว่า มันถือเป็นวาญิบที่จะต้องจ่ายซะกาตสำหรับสินค้าเพื่อการค้า, เพราะไม่อย่างนั้น ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) คงจะไม่อธิบายถึงข้อผ่อนผันของคอลิด.

อัล-บุคอรี และมุสลิม บันทึกรายงานที่ มัรฟุอฺ’ จาก อบูฮูร็อยเราะฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) ซึ่งมีความว่า : “มุสลิมไม่ต้องจ่ายซะกาต ในส่วนของทาส หรือม้าของเขา.”  อัล-นาวาวี และคนอื่นๆ กล่าวว่า : ฮาดิษนี้คือหลักฐานของทัศนะที่ว่า ไม่ต้องจ่ายซากาตในทรัพย์สินที่ใช้งานส่วนตัว.

เชค อับดุล อาซีซ อิบนฺ อับดุลลเลาะฮฺ อิบนฺ บาซ, เชค ‘อับดุล ร็อซซาก ‘อาฟีฟี และเชค ‘อับดุลเลาะฮฺ อิบนฺ กออูด.

ฟาตาวา อัล-ลัจนะฮฺ อัล-ดาอีมะฮฺ, 9/186, 187

ประการที่สาม:

เกี่ยวกับเครื่องประดับที่คุณเป็นเจ้าของ, ถ้ามันคือทอง และเงิน คุณก็จะต้องจ่ายซะกาต ในอัตรา 2.5% ถ้ามีถึงนิสอบ; นิสอบ หรือพิกัด ของทองคำ โดยประมาณคือ 85 กรัม. (ต้องจ่ายซะกาตถ้ามีทองคำอย่างน้อย 85 กรัม-ผู้แปลเป็นไทย)

ถ้ามีสิ่งอื่นนอกจากทองคำ และแร่เงิน – เช่นทับทิม และปะการัง – และได้สวมใส่มันเป็นเครื่องประดับ, ก็ไม่ต้องจ่ายซะกาตในส่วนนี้. แต่ถ้ามีไว้เพื่อการค้า, ก็จะต้องจ่ายซะกาต.

เชค อิบนฺ บาซ (ขออัลลอฮฺเมตตาท่าน) กล่าวว่า:

ทองคำเป็นสิ่งที่ต้องออกซากาต; ส่วนอัญมณีและเพชรนั้น, ไม่ต้องออกซะกาตสำหรับมัน ยกเว้นว่ามีไว้เพื่อการค้า.

มัจมุอฺ’ ฟาตาวา วา มากอลาต มุตาเนาวี’อะฮฺ ลิล-ชัยคฺ อิบนฺ บาซ, 14/121

นักวิชาการ ของคณะกรรมการถาวรฯ กล่าวว่า – ในฟัตวาที่ครอบคลุม มากกว่าที่ถูกกล่าวถึงในคำถาม –

ความจริงที่ว่า ซะกาต จะต้องถูกจ่ายด้วยเงินตรา – ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือแร่เงิน – ได้รับการพิสูจน์ในอัลกุรอ่าน และซุนนะฮฺ และโดยมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์. สินค้าเพื่อการค้าไม่ต้องจ่ายซะกาตด้วยตัวของมันเอง, แต่ค่อนข้างจะต้องจ่ายซะกาตด้วยเงินตรา (จ่ายซะกาตด้วยเงินตรา ไม่ใช่จ่ายด้วยสินค้า-ผู้แปลเป็นไทย), ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือแร่เงิน. สิ่งสำคัญคือ ต้องตัดสินตามวัตถุประสงค์ของมัน, เพราะท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ทุกๆการงานขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา.” ดังนั้นจึงไม่ต้องจ่ายซะกาตในส่วนของทาส ซึ่งได้มาเพื่อเป็นคนรับใช้, หรือในส่วนของม้า ซึ่งได้มาเพื่อใช้ขี่, หรือในส่วนของบ้าน ซึ่งได้มาเพื่อใช้อาศัย, หรือในส่วนของเสื้อผ้า ซึ่งได้มาสำหรับสวมใส่, หรือในส่วนของพลอยเขียว, ทับทิม, ปะการัง และอื่นๆ ซึ่งได้มาเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ. แต่ถ้าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หรืออะไรที่เหมือนกับสิ่งเหล่านี้ ได้มาเพื่อใช้สำหรับค้าขาย, ก็จะต้องจ่ายซะกาตสำหรับมัน, เพราะจุดประสงค์เบื้องหลังคือ เพื่อให้ได้มาซึ่งทองคำ และแร่เงิน เงินตรา หรืออะไรก็ตามที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าในสังคมของเขา(จุดประสงค์คือมีไว้เพื่อไปแลกเงินอีกที-ผู้แปลเป็นไทย)… ด้วยฐานนี้, ใครก็ตามที่ไม่จ่ายซะกาต ในส่วนของสินค้าเพื่อการค้า เขาก็กำลังทำบาป…

ฟาตาวา อัล-ลัจนะฮฺ อัล-ดาอีมะฮฺ, 9/312, 313

ผู้ถามถามว่า, “และพวกเรามีทรัพย์สินที่แตกต่างกัน มูลค่า 1 ล้าน rs.” ถ้าสิ่งนี้คือทองคำและแร่เงิน, หรือเป็นสิ่งที่มีไว้สำหรับขาย, ก็จะต้องจ่ายซะกาตสำหรับมัน; ถ้าสิ่งนี้คือ สิ่งที่มีไว้ใช้งาน เช่น รถยนต์, เฟอร์นิเจอร์, และอื่นๆ, ก็ไม่ต้องจ่ายซะกาตในส่วนนี้.

สรุปแล้ว :

ผู้ถามควรประเมิน มูลค่าของสินค้า ที่เขามี เมื่อถึงกำหนดสิ้นปี และรวมมูลค่าทั้งหมด เป็นเงิน , เช่น ทองคำและแร่เงินที่เขามี, และจากนั้นก็จ่ายซะกาต สำหรับมูลค่าทั้งหมด, ในอัตรา 1 ใน 4 ของ 1 ใน 10 (หรือ 2.5% ของมูลค่าทั้งหมดนั่นเอง).

และอัลลอฮฺรู้ดีที่สุด.

ใส่ความเห็น