คำตอบ
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.
ประการแรก:
ไม่มีรายงานที่ถูกพิสูจน์จากท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ว่าท่านได้กำหนดให้มีการละหมาดซุนนะฮ์ประจำ (ซุนนะฮ์รอตีบะฮ์) ก่อนละหมาดวันศุกร์, และไม่มีรายงานที่ถูกพิสูจน์จากบรรดาซอฮาบะฮ์ของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ว่าพวกเขาได้ทำการละหมาดซุนนะฮ์ประจำ ก่อนละหมาดญูมูอะฮ์ เหมือนกับละหมาดซุนนะฮ์ประจำของซุฮ์รี หรือละหมาดอื่นๆ.
มันไม่ถูกต้องที่จะละหมาดซุนนะฮ์ประจำของซุฮ์รีในวันศุกร์, เพราะการละหมาดญูมูอะฮ์นั้น ไม่ใช่การละหมาดซุฮ์รี; แต่มันเป็นการละหมาดที่มีฮูก่มของมันเอง. ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ซุฮ์รี และไม่ถูกต้องที่จะเทียบมันกับซุฮ์รี ในเรื่องดังกล่าว.
ดูคำตอบในคำถามหมายเลข. 114765
เกี่ยวกับรายงานที่กล่าวว่า อิบน์มัสอูด (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) เคยทำการละหมาดสี่ร็อกอะฮ์ ก่อนละหมาดญูมูอะฮ์ และสี่ร็อกอะฮ์หลังจากนั้น, มันถูกรายงานโดย อัตติรมีซี ในมุอัลละกอน ซึ่งท่านได้รายงานในลักษณะที่บ่งชี้ว่ามันอ่อนน้ำหนัก; มันยังเป็นเมากูฟ, ด้วยกับอิสนาด ที่จบที่ท่านอิบน์มัสอูด อีกด้วย. ผู้อธิบายอัตติรมีซี ได้รายงานจาก อัลฮาฟิซ อิบน์ ฮาญัร (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ว่า อับดุลร็อซซาก และ อัตต็อบรอนี ได้รายงานมันในรายงานมัรฟุอ์, แต่อิสนาดของมันมีบางคนที่อ่อน และหยุดชะงัก, และรายงานเช่นนี้ ไม่สามารถที่จะอ้างเป็นหลักฐานได้.
ดูใน: ฟาตาวา อัลลัจนะฮ์ อัดดาอีมะฮ์, 8/261
ชัยค์ อัลอัลบานี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : (มันนั้น) มุงกัร, ตามที่มันถูกกล่าวไว้ใน อัซซิลซีละฮ์ อัดดออีฟะฮ์, 3/83
ประการที่สอง:
มันเป็นมุสตะฮับ สำหรับผู้ที่มาละหมาดญูมูอะฮ์ ในการที่จะทำการละหมาดซุนนะฮ์ก่อนหน้านั้น, โดยทำเท่าไหร่ก็ตามที่เขาสามารถทำได้, ตั้งแต่เมื่อเขาได้เข้ามัสยิด จนกระทั่งอีหม่ามได้ออกมายังผู้คน, โดยไม่มีการจำกัดจำนวนร็อกอะฮ์ไว้เป็นการเฉพาะ. ดังนั้นเขาอาจทำการละหมาดสองหรือสี่ร็อกอะฮ์, หรือเท่าไหร่ก็ตามที่อัลลอฮ์ประสงค์ให้เขาละหมาด.
อัลบุคอรี (883) และมุสลิม (657) ได้บันทึกว่า ซัลมาน อัลฟารีซี กล่าวว่า : ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “ใครก็ตามที่ทำการฆุสล์ (อาบน้ำ) ในวันศุกร์, ทำความสะอาดตัวเอง เท่าที่เขาสามารถ, ใช้น้ำมัน (ทาผม) หรือทำการพรมน้ำหอมตัวเอง ด้วยกับน้ำหอมของบ้านของเขา, จากนั้นก็ออกไป (เพื่อละหมาดญูมูอะฮ์) และไม่ได้แยกระหว่างทั้งสอง (คนที่นั่งด้วยกันในมัสยิด), จากนั้นก็ละหมาดให้มาก ตามที่ถูกกำหนดสำหรับเขา, จากนั้นก็เงียบในขณะที่อีหม่ามกำลังพูด, บาปของเขาระหว่างวันศุกร์นี้และวันศุกร์ที่ผ่านมา จะถูกอภัยให้สำหรับเขา.”
อิบน์ อัลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวถึงเรื่องต่างๆ ที่เฉพาะเจาะจงในวันศุกร์ ว่า:
มันไม่มักโระฮ์ในการทำการละหมาดในวันศุกร์ ในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่จุดสูงสุด, ตามทัศนะของอัชชาฟีอี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) และบรรดาผู้ที่เห็นด้วยกับท่าน. นี่คือทัศนะที่ถูกเลือกโดยเชคของเรา, อบุลอับบาส อิบน์ ตัยมียะฮ์, และท่านไม่ได้ยึดทัศนะนี้บนฐานของฮาดิษของ ลัยซ์ จากมูญาฮิด จากอบุลคอลีล จาก อบูกอตาดะฮ์ จากท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน), ที่ระบุว่า มันมักโระฮ์ ในการละหมาดตอนเที่ยงตรง ยกเว้นในวันศุกร์, และท่านได้กล่าวว่า : “นรกได้ลุกเป็นไฟ (ในตอนเที่ยง) ยกเว้นในวันศุกร์”. แต่ท่านยึดบนฐานของรายงานที่ระบุว่า ใครก็ตามที่มาละหมาดญูมูอะฮ์, มันมุสตะฮับสำหรับเขา ที่จะละหมาดจนกว่าอีหม่ามจะออกมา.
ท่านได้ยกฮาดิษของซัลมาน ที่กล่าวถึงข้างต้น, จากนั้นท่านก็กล่าวว่า: รายงานได้ส่งเสริมให้ละหมาดให้มากเท่าที่ถูกกำหนดสำหรับคนๆหนึ่ง, และไม่หยุด จนกระทั่งถึงเวลาที่อีหม่ามได้ออกมา.
ดังนั้น สะลัฟมากกว่าหนึ่งคน, รวมถึง อุมัร อิบนุลค็อตต็อบ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน), ซึ่งตามมาด้วยอีหม่าม อะฮ์มัด อิบน์ ฮันบัล, กล่าวว่า การปรากฏตัวของอีหม่ามได้ห้ามการละหมาด และคุตบะฮ์ของเขาได้ห้ามการพูดคุย. พวกเขากล่าวว่า สิ่งที่ห้ามการละหมาด คือการปรากฏตัวของอีหม่าม, ไม่ใช่จุดกึ่งกลางของกลางวัน (ตอนเที่ยง).
ยิ่งไปกว่านั้น, หากผู้คนอยู่ในมัสยิด, ภายใต้หลังคา, และพวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าดวงอาทิตย์ขึ้นจุดสูงสุดเมื่อใด, และชายคนหนึ่งก็กำลังจดจ่ออยู่กับละหมาดของเขา, เขาไม่สามารถทราบได้ว่า เมื่อไหร่ที่ดวงอาทิตย์ได้ขึ้นสู่จุดสูงสุด และเขาก็ไม่สามารถออกไปข้างนอก, ก้าวเดินข้ามคอของผู้คน เพื่อไปดูดวงอาทิตย์ และเดินกลับมา, และมันไม่ได้ถูกกำหนดสำหรับเขาในการทำเช่นนั้นด้วย. จบการอ้างจาก ซาดุลมะอาด, 1/365
อัชเชากานี ยังมองว่าทัศนะนี้ถูกต้องมากกว่าอีกด้วย และท่านตั้งข้อสังเกตว่า ฮาดิษของซัลมานที่กล่าวถึงข้างต้น ทำให้เกิดข้อยกเว้นจากความหมายทั่วไปของฮาดิษที่ห้ามทำการละหมาดในเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นสู่จุดสูงสุด. ดูใน นัยลุลเอาตาร, 3/313
ทัศนะนี้ยังถูกเลือกโดย เชค อับดุลลอฮ์ อัลเฟาซาน (ขออัลลอฮ์ทรงรักษาท่าน) และท่านได้ยกเป็นหลักฐานสำหรับมัน บางสิ่งที่คล้ายกับสิ่งที่ถูกรายงานโดยอิบนุลก็อยยิม.
ดูใน: มินะฮ์ อัลอัลลาม ชัรฮ์ บูลูฆุลมะรอม, 1/162
และดูใน : อัลอัจวีบะฮ์ อันนาฟีอะฮ์ โดยเชค อัลอัลบานี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน), 59-70
อีหม่าม อบู ชามะฮ์ ได้กล่าวถึงสองประเด็นนี้ : ว่าไม่มีการละหมาดซุนนะฮ์ประจำก่อนญูมูอะฮ์ และมันถูกกำหนดในการละหมาดซุนนะฮ์ก่อนทำการละหมาดญูมูอะฮ์ จนกระทั่งอีหม่ามได้ออกมายังผู้คน.
ท่าน (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า:
บทว่าด้วยอุตริกรรมของญูมูอะฮ์
ผู้คนมักจะทำการละหมาดระหว่างสองอาซานในวันศุกร์, ทำการละหมาดนาฟิล (ละหมาดซุนนะฮ์) เป็นจำนวนสองหรือสี่ร็อกอะฮ์, และอื่นๆ, จนกระทั่งอีหม่ามได้ออกมา. สิ่งนั้นเป็นที่อนุญาต และมันไม่ใช่ปัญหาจากประเด็นที่มันถูกทำการละหมาด. แต่ปัญหาคือ สิ่งที่คนทั่วไปและส่วนใหญ่ของพวกเขา คิดด้วยตัวของพวกเขาเอง ตามความรู้ที่เชื่อ, ว่ามันเป็นการละหมาดซุนนะฮ์ก่อนญูมูอะฮ์, เหมือนที่พวกเขาละหมาดซุนนะฮ์ก่อนซุฮ์รี, และพวกเขาทำการเนียตว่า มันคือซุนนะฮ์ของญูมูอะฮ์, และเสนอเหตุผลของตนเองสำหรับทัศนะนี้, บนฐานที่คิดว่า หากเรากล่าวว่า ญูมูอะฮ์ นั้นถูกย่อลงมาจากซุฮ์รี, มันก็ต้องเป็นเหมือนกับซุฮ์รี (ในเรื่องละหมาดซุนนะฮ์ก่อนและหลัง, และอื่นๆ).
None of that is based on a proper examination of the issue. มันไม่มีซุนนะฮ์ก่อนญูมูอะฮ์, เช่นเดียวกับ อีชา และมัฆริบ, และเช่นเดียวกันกับ อัสร์ ตามทัศนะหนึ่ง, ซึ่งเป็นทัศนะที่ถูกต้องตามบางส่วนของพวกเขา. มันเป็นการละหมาดที่ไม่เหมือนกับละหมาดอื่น, ด้วยกับความเหมาะสมของมันเอง.
หลักฐานที่ว่า ไม่มีซุนนะฮ์ก่อนมัน คือสิ่งที่หมายถึงว่า เมื่อเราถูกกำหนดละหมาดหนึ่งว่าเป็น “ซุนนะฮ์” ก็คือว่า มันขึ้นอยู่กับคำพูดหรือการกระทำ ที่ถูกรายงานจากท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน). มันไม่มีรายงานจากท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ที่บ่งชี้ว่าการละหมาดก่อนญูมูอะฮ์นั้นเป็นซุนนะฮ์, และมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเทียบมันกับละหมาดอื่น.
อย่างไรก็ตาม, เมื่อพูดถึงการละหมาดหลังญูมูอะฮ์, มันถูกรายงานใน อัซซอฮิฮ์ ว่าท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้เคยทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังจากญูมูอะฮ์. [บันทึกโดย อัลบุคอรี (937) และมุสลิม (882) จากฮาดิษของ อิบน์ อุมัร] และที่ท่านกล่าวว่า: “ใครก็ตามในหมู่พวกท่าน ต้องการทำการละหมาดหลังจากญูมูอะฮ์, เขาก็จงละหมาดสี่ (ร็อกอะฮ์) บันทึกโดยมุสลิม (881). อบู อีซา อัตติรมีซี กล่าวว่า : มันถูกรายงานจาก อาลี อิบน์ อบี ตอลิบ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ว่าท่านได้สั่งสอนผู้คน ในการละหมาดสองร็อกอะฮ์ จากนั้นก็สี่ร็อกอะฮ์ หลังจากญูมูอะฮ์. อะตออ์ กล่าวว่า : ฉันเห็น อิบน์ อุมัร ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังจากญูมูอะฮ์, หลังจากนั้นท่านก็ทำการละหมาดสี่ร็อกอะฮ์ต่อ.
หากคุณกล่าวว่า : อัตติรมีซี ก็ได้ทำการรายงานจาก อิบน์มุสอูด (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ว่าท่านเคยทำการละหมาดสี่ร็อกอะฮ์ ก่อนญูมูอะฮ์ และสี่ร็อกอะฮ์หลังจากนั้น, และนี่เป็นทัศนะของอันนะวาวี และอิบนุลมูบาร็อก, ดังนั้นสิ่งนี้บ่งชี้ว่า มีการละหมาดซุนนะฮ์ก่อนมัน ก่อนที่จะละหมาดสี่ร็อกอะฮ์, เช่นเดียวกันกับซุฮ์รี,
คำตอบของฉันก็คือ: สิ่งที่หมายถึง จากการที่ท่านอับดุลลอฮ์ อิบน์มัสอูด ทำการละหมาดสี่ร็อกอะฮ์ก่อนญูมูอะฮ์นั้น คือการที่ท่านทำการละหมาดซุนนะฮ์จนกระทั่งอีหม่ามได้ออกมา, ตามที่เราได้กล่าวถึงข้างต้น. คุณรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าท่านเชื่อว่ามันเป็นละหมาดซุนนะฮ์ของญูมูอะฮ์?
ยิ่งไปกว่านั้น มีการรายงานจากบรรดาซอฮาบะฮ์ท่านอื่น (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจพวกท่าน). อบู บักร์ อิบน์ อัลมุนซิร กล่าวว่า : เราได้รายงานจากอิบน์ อุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ว่าท่านเคยทำการละหมาดสิบสองร็อกอะฮ์ ก่อนญูมูอะฮ์. มันถูกรายงานจาก อิบน์อับบาส (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ว่าท่านเคยทำการละหมาดแปดร็อกอะฮ์. สิ่งนี้บ่งชี้ว่า พวกเขาทำสิ่งนี้เหมือนกับละหมาดซุนนะฮ์ ตามการตัดสินใจของพวกท่านเอง,โดยไม่มีการสอนจากท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน), ดังนั้นความหลากหลายของจำนวน (ร็อกอะฮ์) จึงถูกรายงานจากพวกเขา. ในเรื่องของการละหมาดซุนนะฮ์ (ตะเตาวั๊วะ) นั้นเปิดกว้าง. และบางทีพวกท่านก็ทำเช่นนั้น, หรือเกือบทั้งหมด, ก่อนอาซาน และช่วงเริ่มต้นของเวลาญูมูอะฮ์, เพราะพวกท่านนั้นมาก่อนเวลา และได้ทำการละหมาดจนกระทั่งอีหม่ามได้ออกมา.
พวกท่านได้ทำบางสิ่งที่คล้ายกัน ในกรณีของการละหมาดอีด, และมันเป็นที่ทราบแน่นอนว่า ไม่มีการละหมาดซุนนะฮ์ ที่เกี่ยวข้องกับการละหมาดอีด. พวกท่านได้เคยทำการละหมาดหลังจากดวงอาทิตย์ได้ขึ้นสูง, ทั้งในมูซ็อลลา (สถานที่ละหมาด) หรือในบ้านของพวกท่าน, จากนั้นพวกท่านก็ทำการละหมาดอีด. สิ่งนั้นถูกรายงานจาก บรรดาซอฮาบะฮ์และตะบีอีนจำนวนหนึ่ง, และอัลฮาฟิซ อัลบัยฮะกี ได้อุทิศบทที่ว่านั้นในสุนันของท่าน.
ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานที่ว่าสิ่งนี้ถูกต้อง คือความจริงที่ว่า ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้เคยออกมาจากบ้านของท่าน ในวันศุกร์ และได้ขึ้นสู่มินบัร, จากนั้นมุอัซซินจะทำการอาซาน, และเมื่อเขาได้ทำการอาซานเสร็จ ท่านศาสนทูตก็จะเริ่มทำการคุตบะฮ์. หากว่ามันมีละหมาดซุนนะฮ์ก่อนญูมูอะฮ์, ท่านก็จะบอกพวกเขาให้ละหมาดซุนนะฮ์ หลังจากอาซานเสร็จ และท่านก็จะทำในส่วนของท่านด้วย. ในสมัยของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน), มีเพียงอาซานนี้เท่านั้น ที่อยู่หน้าการคุตบะฮ์, และนั่นเป็นมัซฮับของมาลีกี จนถึงปัจจุบัน.
หากคุณจะกล่าวว่า : บางที ท่าน (ขอความสันติและพรจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้ทำการละหมาดซุนนะฮ์ในบ้านของท่านแล้ว หลังจากดวงอาทิตย์คล้อย, จากนั้นท่านก็ได้ออกมา? ฉันก็จะกล่าวว่า: หากท่านทำเช่นนั้น, บรรดาภรรยาของท่าน (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจพวกนาง) ก็จะต้องรายงานมันจากท่าน ตามที่พวกนางได้รายงานในทุกๆละหมาดอื่นๆ ว่าท่านได้ทำมันในบ้านของท่าน ในตอนกลางคืนและตอนกลางวัน, และวิธีการที่ท่านทำการละหมาดตะฮัดญุด และกียามุลลัยล์. และตามที่ไม่มีการรายงานถึงสิ่งนั้น, หลักการพื้นฐานก็คือ มันไม่ได้เกิดขึ้น และเช่นนั้น มันจึงไม่ถูกกำหนด. จบการอ้าง.
ประเด็นนี้ถูกอภิปรายเพิ่มเติม และมีรายละเอียด โดย อีหม่าม อัลฮาฟิซ อบู ชามะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน). ดูใน : อัลบาอิซ ‘อาลา อิงการ อัลบิดอ์ วัลฮาวาดิซ, หน้า. 96.
โดยสรุปคือ : ไม่มีการละหมาดซุนนะฮ์ประจำที่ถูกกำหนดก่อนญูมูอะฮ์; แต่สิ่งที่ถูกกำหนดคือ การละหมาดซุนนะฮ์อะไรก็ตามที่คนๆหนึ่งต้องการ, ตั้งแต่เวลาเข้ามัสยิด จนกระทั่งอีหม่ามขึ้นมินบัร.
และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด.