แปลจากบทความที่ 13482

เผยแพร่เมื่อ : 04-04-2003

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

พี่น้องบางคนมาละหมาดล่าช้า เมื่อญามาอะฮฺแรก (กลุ่มคนที่ละหมาดอยู่ก่อนแล้ว) ได้ละหมาดเสร็จสิ้น, เขาจึงละหมาดในญามาอะฮฺที่สอง ร่วมกับอีหม่ามอื่น.

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ.

นี่เป็นปัญหาของการสร้างญามาอะฮฺที่สอง ในมัสยิด. คณะกรรมการถาวรฯ (7/309) ได้ถูกถามเกี่ยวกับฮูก่มในการสร้างญามาอะฮฺที่สอง ในมัสยิด และได้ตอบว่า:

ใครก็ตามที่มายังมัสยิด และพบว่ามีญามาอะฮฺแรกละหมาดเสร็จสิ้นแล้วร่วมกับอีหม่ามประจำ หรืออีหม่ามคนอื่น, เขาควรละหมาดญามาอะฮฺ ร่วมกับคนอื่นๆที่มาช้าเหมือนกับเขา (ผู้ที่พลาดญามาอะฮฺแรก), หรือบางส่วนของผู้ซึ่งละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว ควรจะลุกขึ้นไปละหมาดร่วมกับเขา, เพราะมีฮาดีษ รายงานโดย อะฮฺหมัด ในมุสนัดของท่าน, และรายงานโดย อบู ดาวุด ในสุนันของท่าน,จาก อบู ซาอี๊ด อัล-คุดรี (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) ได้กล่าวว่า ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจงมีแด่ท่าน) เห็นชายคนหนึ่งละหมาดคนเดียว และกล่าวว่า, “ไม่มีใครจะบริจาคให้ชายคนนี้ ด้วยกับการละหมาดร่วมกับเขาเลยหรือ?” จึงได้มีชายอีกคนลุกขึ้นและละหมาดร่วมกันกับเขา.อัล-ติรมีซี ก็ได้รายงานสิ่งนี้เช่นเดียวกัน จาก อบู-ซาอี๊ด อัล-คุดรี (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน), แต่เขากล่าวว่า, “จึงได้มีชายอีกคนมาละหมาดร่วมกันกับเขา.”

อัล-ติรมีซี ได้กล่าวว่า: (นี่คือ) ฮาดีษฮาซัน. และมันก็ได้ถูกรายงานและระบุว่าซอฮิฮฺโดย อัล-ฮากิม, และ อัล-ซาฮาบี ก็เห็นด้วยกับท่าน. และมันก็ได้ถูกรายงาน จาก อิบนฺ ฮัซมิน อัล- มูฮัลลา, และได้ระบุว่ามันซอฮิฮฺ.

อบู อีซา อัล-ติรมีซี กล่าวว่า : นีคือทัศนะหนึ่งจากทัศนะอื่น ของซอฮาบะฮฺและตาบีอีน. พวกเขากล่าวว่า : มันไม่มีความผิด ในการที่ผู้คนจะละหมาดญามาอะฮฺ(ที่สอง) ในมัสยิด ที่มีญามาอะฮฺแรกละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว. นี่คือทัศนะของ อะฮฺมัด และอิสฮาก ด้วย.

อีกทัศนะก็กล่าวว่า เขาควรละหมาดคนเดียว. นี่คือทัศนะของซุฟยาน, อิบนฺ อัล-มูบาร็อก, มาลิก และ อัล-ชาฟีอี. จบการอ้าง.

พวกเขาและบรรดาผู้ที่เห็นด้วย กล่าวว่า มันถือเป็นมักรูฮฺ เพราะพวกเขากลัวว่า มันจะเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวก และสร้างความเป็นศัตรูต่อกัน, และผู้ที่ทำตามความเกลียดและความปรารถนาของเขา อาจใช้เป็นข้ออ้าง ในการมาละหมาดญามาอะฮฺล่าช้า, เพื่อที่เขาจะได้ละหมาดในอีกญามาอะฮฺหนึ่ง ตามหลังผู้นำละหมาดซึ่งเห็นด้วยกับวิธีเบี่ยงเบนของเขา และอุตริกรรม. ดังนั้นพวกเขาจึงห้ามการนำละหมาดซ้ำ และทำให้จุดมุ่งหมาย ของบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามความชั่วร้าย และความปรารถนาของเขาสิ้นสุดลง, ด้วยการกล่าวว่า ไม่ควรมีการละหมาดญามาอะฮฺในมัสยิด เมื่อการละหมาดญามาอะฮฺแรกได้มีขึ้นแล้ว ด้วยกับอีหม่ามประจำ หรืออีหม่ามอื่น.

ทัศนะแรกคือทัศนะที่ถูกต้อง, เพราะอย่างที่ได้กล่าวไป เกี่ยวกับความหมายของโองการ (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“ดังนั้นจงรักษาหน้าที่ของเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ”

[อัล-ตาฆอบบุน 64:16]

และคำกล่าวของท่านนบีมูฮัมมัด (ขอความสันติและความจำเริญจงมีแด่ท่าน): “เมื่อฉันสั่งท่านให้ทำอะไร, ก็จงทำเท่าที่ท่านมีความสามารถ.”

ไม่ต้องสงสัยว่า การละหมาดญามาอะฮฺนั้น คือส่วนหนึ่งของการยำเกรงอัลลอฮฺ (ตักวา) และเป็นส่วนหนึ่งในชารีอะฮฺ, ดังนั้นเราจึงควรปฏิบัติมัน เท่าที่เราจะทำได้.

มันไม่สมควรที่จะโต้เถียง กับทัศนะของนักวิชาการผู้ที่มีทัศนะว่า สร้างญามาอะฮฺซ้ำ ในมัสยิด ถือว่ามักรูฮฺ. แต่สมควรที่จะปฏิบัติตามในสิ่งที่มีรายงานที่ซอฮิฮฺ. ถ้ารู้ว่าบุคคลหรือกลุ่มที่ล่าช้า (ในการร่วมละหมาดญามาอะฮฺ) ด้วยสาเหตุจากการละเลย, และทำบ่อยครั้ง, หรือเป็นที่รู้กันในพฤติกรรมของเขา หรือคนที่ร่วมด้วยกับเขา กลุ่มอื่นๆ ที่ล่าช้าในการมาละหมาดญามาอะฮฺเช่นกันกับเขา, พวกเขาควรถูกตำหนิ พวกเขาควรจะรักษาวินัย ในลักษณะที่เหมาะสมกับผู้รับผิดชอบ, เป็นตัวยับยั้งเขา และคนอื่นๆเช่นเขา ผู้ที่ทำตามความเกลียดและความปรารถนาของเขา. ดังนั้นในการแบ่งแยกจะต้องถูกห้าม และจุดมุ่งหมายของบรรดาผู้ที่ทำตามความเกลียดและความปรารถนาของเขา จะต้องถูกขัดขวาง ในขณะที่ ยังตามหลักฐานที่ว่า บรรดาผู้ที่พลาดในญามาอะฮฺแรก ควรละหมาดในอีกญามาอะฮฺหนึ่ง.

วาบิลลาฮีเตาฟิก. ขออัลลอฮฺทรงมอบความจำเริญและความสันติ แด่ท่านนบีมูฮัมมัด และครอบครัวของท่าน และสหายของท่าน.

อัล-ลัจนะฮฺ อัด-ดาอีมะฮฺ ลิล-บูฮูซ อัล-อิลมียะฮฺ วัล-อิฟตาอฺ (คณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการและการชี้ขาดปัญหาทางศาสนา).

นี่คือเรื่องเกี่ยวกับการละหมาด 5 เวลาในแต่ละวัน. ส่วนการละหมาดยุมอัต (ละหมาดวันศุกร์) นั้น, ไม่ควรมีการละหมาดซ้ำ,เมื่อมันจบด้วยการที่อีหม่ามให้สลาม. ผู้ที่พลาดการละหมาดวันศุกร์ ควรละหมาดซุฮฺรีแทน, ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดคนเดียว หรือละหมาดเป็นญามาอะฮฺก็ตาม.

ย่อหน้าข้างต้นนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการฮูก่ม. เกี่ยวกับบาป, ถ้าความล่าช้าของบุคคลนั้นเป็นเรื่องที่อนุโลมตามหลักการศาสนา, มันก็ไม่ถือเป็นบาปสำหรับเขา,แต่ถ้าไม่ใช่เพราะความจำเป็น มันก็ถือเป็นบาป.

ดูคำตอบอื่นเพิ่มเติม ในคำถามที่. 26807.

ใส่ความเห็น