แปลจากคำถามหมายเลข 70491

เผยแพร่เมื่อ : 26-08-2006

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

บางคนกล่าวว่า ในปัญหาเห็นต่างของนักวิชาการนั้น, ผู้ที่ตามทัศนะของนักวิชาการคนหนึ่งนั้น จะไม่ถูกกล่าวประณาม, และพวกเขาอ้างหลักการที่ว่า “จะไม่มีการกล่าวประณาม ในเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน.” หลักการที่ว่านี้ถูกต้องหรือไม่?.

คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.

หลักการที่ว่านี้ ที่ผู้คนกล่าวว่า, “จะไม่มีการกล่าวประณาม ในเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน,” นั้นไม่ถูกต้อง, และที่ถูกต้องคือ “จะไม่มีการกล่าวประณาม ในเรื่องที่เป็นปัญหาอิจตีฮาด.” ในการอธิบายนั้น, เราต้องรู้ว่า ในเรื่องที่เป็นปัญหาเห็นต่างของนักวิชาการนั้น มี 2 ประเภท.

1 – ประเภทปัญหาที่ฮูก่มของมัน มีการระบุไว้อย่างชัดเจนในคัมภีร์อัลกุรอ่าน หรือซุนนะฮ์ที่ซอแฮะฮ์ โดยไม่มีข้อความที่ขัดแย้งกัน, หรือมันมีรายงานว่า มีมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ, แม้ว่านักวิชาการรุ่นหลัง จะมีมุมมองที่แปลกออกไป และค้านกับมติเอกฉันท์, หรือฮูก่มโดยได้รับการพิจารณาด้วยวิธีการที่ชัดเจน และการเทียบเคียง (กียาส) ที่ชัดเจน. ในกรณีเหลานี้, ผู้ที่คัดค้านหลักฐาน ก็จะต้องถูกประณาม.

มีตัวอย่างมากมายของปัญหาประเภทนี้, เช่น:

1.ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ์ ที่พระองค์ทรงยกย่องตัวของพระองค์เอง, หรือศาสนทูตของพระองค์ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้อธิบายเกี่ยวกับพระองค์, โดยการตะอ์วีล (“การตีความ”), ซึ่งความจริงแล้ว เป็นการบิดเบือนคัมภีร์กุรอ่านและซุนนะฮ์.

2.ปฏิเสธเหตุการณ์ ที่ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันกียามัต, เช่น ตาชั่งและซีร็อต (สะพานข้ามนรก).

3.สิ่งที่นักวิชาการร่วมสมัยบางคน กล่าวไว้เกี่ยวกับการอนุญาตในเรื่องดอกเบี้ย ของเงินที่ฝากไว้ในธนาคาร แม้ว่าสิ่งนี้คือรีบาอ์ ซึ่งอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ได้ห้ามไว้.

4.กล่าวว่า การนิกะฮ์ อัล-ตะฮ์ลีล (แต่งงานกับหญิงที่หย่าร้างกับสามี โดยมีเป้าหมายเพื่อหย่ากับนาง เพื่อที่จะทำให้นางได้รับอนุญาตสำหรับสามีคนแรก) นั้นฮาลาล. สิ่งนี้คือมุมมองที่ผิด เพราะท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) สาปแช่งผู้ที่แต่งงานเช่นนี้ และผู้ที่กระทำมัน.

5.กล่าวว่ามันถือเป็นที่อนุญาต ในการฟังดนตรี. สิ่งนี้ถือเป็นทัศนะที่น่าตำหนิ, และมีหลักฐานมากมายจากอัลกุรอ่าน, ซุนนะฮ์ และทัศนะของชาวสะลัฟ (กลุ่มชนยุคแรกในอิสลาม) ซึ่งระบุว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด. ดังนั้นอีหม่ามทั้งสี่ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่ามันฮารอม.

6.กล่าวว่าผู้ที่เข้ามัสยิดในวันศุกร์ เมื่ออีหม่ามกำลังคุตบะฮ์ ควรนั่งลงและฟังคุตบะฮ์ และไม่ละหมาดตะฮียาตุลมัสยิด (การละหมาด 2 ร็อกอะฮ์เพื่อ “ให้เกียรติมัสยิด”).

7.กล่าวว่ามันไม่เป็นที่ส่งเสริม ในการยกมือในละหมาด เมื่อกล่าวตักบีรเพื่อที่จะรูกั๊วะ และเมื่อเงยขึ้นจากรูกัวะ และเมื่อยืนขึ้นเพื่อที่จะทำร็อกอะฮ์ที่สอง.

8.กล่าวว่ามันไม่เป็นที่ส่งเสริม ในการละหมาดขอฝน (อิสติสกออ์’). มันได้รับการพิสูจน์ ในอัล-ซอฮีฮีน และที่อื่นๆ ว่าท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้ปฏิบัติมันกับบรรดาสหายของท่าน.

9.กล่าวว่ามันไม่เป็นที่ส่งเสริม ในการถือศีลอด 6 วัน ของเดือนเชาวัล หลังจากรอมาดอน.

ในกรณีเหล่านี้และกรณีที่คล้ายกัน ที่มีข้อความอธิบายฮูก่มนี้อย่างชัดเจน, ผู้ที่ต่อต้านสิ่งนั้น ก็จะต้องถูกประณาม. บรรดาซอฮาบะฮ์ และผู้ที่มาหลังจากพวกท่าน ประณามผู้ที่ต่อต้านหลักฐานที่ชัดเจน, แม้ว่าเขาจะเป็นผู้อิจตีฮาดก็ตาม.

2 – ปัญหาประเภทที่สอง คือปัญหาที่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ฮูก่มในกุรอ่าน, ซุนนะฮ์, มติเอกฉันท์ของนักวิชาการ หรือการเทียบเคียง (กียาส) ที่ชัดเจน.

หรือมีฮูก่มจากหลักฐานในซุนนะฮ์, แต่มีข้อโต้แย้งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่ว่า มันซอแฮะฮ์หรือไม่, หรือมันไม่มีความชัดเจนในการกำหนดฮูก่ม, ค่อนข้างที่มันจะเป็นเรื่องของการตีความที่แตกต่างกัน.

หรือมีข้อความเกี่ยวกับมัน ซึ่งดูเหมือนจะขัดแย้งกัน.

ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการอิจตีฮาด และศึกษาเพื่อค้นหาฮูก่ม. ตัวอย่างของปัญหาประเภทนี้ มีดังนี้:

1.ทัศนะที่เห็นต่างว่า ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) เห็นพระเจ้าของท่านในโลกนี้.

2.ทัศนะที่เห็นต่างว่า คนตายจะได้ยินเสียงของคนเป็นหรือไม่.

3.จะเสียน้ำละหมาดหรือไม่ จากการสัมผัสอวัยวะเพศ หรือจากการสัมผัสกับผู้หญิง หรือจากการกินเนื้ออูฐ.

4.การอ่านกูนูตในเวลาฟัจร์ทุกวัน.

5.การอ่านกูนูตในละหมาดวิตร์ – จะต้องทำก่อนหรือหลังรูกัวะ?

ในกรณีเหล่านี้หรือกรณีที่คล้ายกัน ซึ่งไม่มีข้อความที่ชัดเจน ในการอธิบายฮูก่ม, ผู้ที่ทำบางอย่างที่แตกต่าง ไม่ควรถูกประณาม, ตราบใดที่เขายึดตามหนึ่งในอีหม่าม และคิดว่าทัศนะของท่านนั้นถูกต้อง. แต่มันไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับใครก็ตาม ที่จะยึดตามทัศนะของนักวิชาการ ที่ตรงกับความต้องการและความปรารถนาของเขาเอง, เพราะการทำเช่นนั้น อาจเป็นหนึ่งในการรวมความชั่วทุกชนิด.

ห้ามประณามผู้ที่ปฏิบัติแตกต่างในกรณีนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรตรวจสอบ หรือถกเถียงกันในเรื่องนี้ หรืออธิบายถึงทัศนะที่ใกล้เคียงกับความถูกต้องมากกว่า, ตามหลักฐาน. ค่อนข้างที่นักวิชาการ, ในอดีตและปัจจุบัน, ได้มีการรวมตัวกันเพื่ออภิปราย และหารือเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว และผู้ที่ตระหนักถึงความจริง จำเป็นต้องปฏิบัติตาม.

ชัยคุลอิสลาม อิบน์ ตัยมียะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ในเรื่องที่เป็นปัญหาอิจตีฮาด, พวกเขาจะไม่ถูกประณามโดยใช้กำลัง, และไม่มีใครมีสิทธิ์บังคับผู้คนให้ตามเขาในเรื่องนี้, แต่เขาอาจพูดคุยกับพวกเขา ในเรื่องของหลักฐาน. ใครก็ตามที่คิดว่า หนึ่งในสองทัศนะนั้นถูกต้อง ก็ควรปฏิบัติตาม, และใครก็ตามที่ตามทัศนะอื่น ก็ไม่ควรถูกประณาม.

จบการอ้างจาก มัจมุอ์’ อัล-ฟาตาวา (30/80).

ตามทัศนะของนักวิชาการบางท่าน ซึ่งสนับสนุนสิ่งที่เราได้กล่าวไปข้างต้น เกี่ยวกับการจัดประเภทดังกล่าว มีดังนี้:

1 – ชัยคุลอิสลาม อิบน์ ตัยมียะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า :

ทัศนะที่ว่า ไม่มีการกล่าวประณาม ในเรื่องที่มีการเห็นต่างกัน ของนักวิชาการ นั้นไม่ถูกต้อง, การประณามนั้นมีเป้าหมายถึง ทั้งการออกฮูก่มของบางคน หรือการกระทำ (ที่ค้านกับซุนนะฮ์).

เกี่ยวกับสิ่งแรก (การออกฮูก่ม-ผู้แปลเป็นไทย), หากฮูก่มนั้นค้านกับซุนนะฮ์ หรือมติเอกฉันท์ของชนยุคก่อน มันก็จะต้องถูกประณามตามนักวิชาการทั้งหมด. หากไม่เป็นเช่นนั้น มันก็จะต้องถูกประณาม ในแง่ที่ว่ามันอ่อนโดยจะต้องถูกชี้ให้เห็น. สิ่งนี้คือทัศนะของผู้ที่กล่าวว่า ฮูก่มที่ถูกต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น, และสิ่งนี้คือทัศนะของสะลัฟส่วนใหญ่ และบรรดาฟูกอฮะฮ์.

 เกี่ยวกับการกระทำนั้น, หากพวกเขาค้านกับซุนนะฮ์ หรือมติเอกฉันท์ เขาก็จะต้องถูกประณาม, ตามระดับของการประณาม.

แต่หากไม่มีซุนนะฮ์หรือมติเอกฉันท์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และการอิจตีฮาดนั้น ใช้ได้ในกรณีนี้, ผู้ที่กระทำบนพื้นฐานของการอิจตีฮาด, ไม่ว่าเขาจะเป็นมุจตาฮิด หรือผู้ที่ตามมุจตาฮิด, ก็จะไม่ถูกประณาม.

ค่อนข้างที่ความสับสนนี้ เกิดขึ้นเพราะความคิดที่ว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับความเห็นต่างของนักวิชาการ คือปัญหาอิจตีฮาด, ตามทัศนะของบางกลุ่ม. ทัศนะที่ถูกต้อง, ซึ่งยึดถือโดยอีหม่ามคือ, ปัญหาอิจตีฮาด คือปัญหา ที่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่จะต้องถูกตาม, เช่น ฮาดิษซอแฮะฮ์ ที่ไม่ขัดแย้งกับฮาดิษที่แข็งแรงเหมือนกัน. ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานดังกล่าว, การอิจตีฮาดก็ถือว่าใช้ได้ เพราะมีหลักฐานที่ขัดแย้งกัน หรือหลักฐานนั้นไม่ชัดเจน. จบการอ้าง

บายาน อัล-ดาลีล ‘อาลา บัตลาน อัล-ตะฮ์ลีล (หน้า. 210-211).

ท่านยังกล่าวอีกว่า :

ในเรื่องปัญหาอิจตีฮาด, ใครที่ตามนักวิชาการในเรื่องดังกล่าว จะไม่ถูกประณาม หรือถูกทอดทิ้ง. ผู้ที่ตาม 1 ใน 2 ทัศนะ จะไม่ถูกประณาม. จบการอ้างจาก มัจมุอ์’ อัล-ฟาตาวา (20/207).

2 – อิบน์ อัล-ก็อยยิม (ขออัลลออ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า :

ทัศนะที่ว่า ไม่มีการประณาม ในเรื่องเกี่ยวกับ สิ่งที่นักวิชาการเห็นต่างกัน นั้นไม่ถูกต้อง … จากนั้นท่านก็ได้ยกคำพูดของ ชัยคุลอิสลาม ที่เราได้ยกไปข้างต้น, จากนั้นท่านก็กล่าวว่า:

ฟากีฮ์กล่าวได้อย่างไรว่า ไม่มีการประณาม ในเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน, เมื่อบรรดาฟูกอฮะฮ์จากทุกกลุ่ม ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ฮูก่มของผู้ชี้ขาดนั้นไม่ถูกต้อง หากมันค้านกับถ้อยคำในอัลกุรอ่าน หรือซุนนะฮ์, ถึงแม้ว่านักวิชาการบางท่านจะยอมรับมัน? แต่หากไม่มีซุนนะฮ์ หรือมติเอกฉันเกี่ยวกับปัญหาหนึ่ง, ดังนั้นการอิจตีฮาดก็เป็นที่อนุญาต และผู้ที่กระทำบนพื้นฐานของการอิจตีฮาด, ไม่ว่าเขาจะเป็นมุจตาฮิด หรือผู้ที่ตามมุจตาฮิด, ก็จะไม่ถูกประณาม.

มีหลายปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเห็นต่างของคนยุคก่อน และคนยุคหลัง แต่เรามั่นใจว่า 1 ใน 2 ทัศนะ ที่เกี่ยวข้องกับมัน นั้นถูกต้อง, เช่นทัศนะที่ว่า อิดดะฮ์ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หมดไปเมื่อนางคลอดบุตร, หรือความสมบูรณ์ของการแต่งงานกับสามีคนที่สอง เป็นเงื่อนไขที่นางจะกลายเป็นที่อนุญาตสำหรับสามีคนแรก (หลังจากที่หย่าร้างกับสามีคนที่สองแล้ว), หรือการฆุสล์ (อาบน้ำ) จะกลายเป็นวาญิบ เมื่อมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ว่าจะไม่มีการพุ่งออกมาก็ตาม, หรือ รีบาอ์ อัล-ฟัดล์ (ประเภทหนึ่งของดอกเบี้ย) ถือว่าฮารอม, หรือการแต่งงานมุตอะฮ์ถือว่าฮารอม, หรือนะบีซ (เครื่องดื่มที่ทำมาจากอินทผาลัม) ที่ทำให้มึนเมานั้นฮารอม, หรือมุสลิมไม่สามารถถูกฆ่าคืน (ตามกฎหมายการประหารคืน-ผู้แปลเป็นไทย) สำหรับกาเฟร, หรือการเช็ดบนถุงเท้า ถือเป็นที่อนุญาต ไม่ว่าผู้นั้นกำลังเดินทางหรือไม่ก็ตาม, หรือซุนนะฮ์การวางมือบนเข่าเมื่อรูกัวะ, โดยไม่ให้มันชิดกันระหว่างเข่าทั้งสอง, และการยกมือเมื่อจะรูกัวะ และเมื่อเงยขึ้นจากรูกัวะ นั้นถือเป็นซุนนะฮ์, หรือการจองซื้อล่วงหน้า ถือเป็นที่อนุญาต ในการซื้อที่ดิน หรือทรัพย์สิน, หรือการวากัฟ นั้นถูกต้องและจำเป็น, หรือดียะฮ์สำหรับนิ้วมือ และนิ้วเท้านั้นเหมือนกัน, หรือมือของขโมย จะต้องถูกตัด 3 ดิรฮัม, หรือใช้แหวนเหล็กเป็นสินสอดได้, หรือการทำตะยัมมุม จนถึงข้อมือ ด้วยการลูบ (ตบฝุ่น-ผู้แปลเป็นไทยอิงจากภาษาอินโดนีเซีย) เพียงครั้งเดียว ถือเป็นที่อนุญาต, หรือการถือศีลอดของลูกหลาน แทนคนตาย นั้นเป็นที่ยอมรับ, หรือผู้ทำฮัจญ์ควรอ่านตัลบียะฮ์ จนกว่าจะขว้างหิน ญามาร็อต อัล-อากอบะฮ์, หรือผู้ที่ครองอิฮ์รอม อาจใส่น้ำหอมต่อไปได้ โดยไม่ใช้มันอีกครั้ง, หรือซุนนะฮ์การกล่าวสลามในละหมาด ทางขวา และทางซ้าย โดยการกล่าว อัสลามูอาลัยกุม วาเราะฮ์มาตุลลอฮ์, อัสลามูอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ์, หรือสิทธิในการยกเลิกการสั่งซื้อยังคงอยู่ จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะแยกจากกัน, หรือเมื่ออูฐหรือแกะ ถูกคืนหลังจากรีดนมมัน, อินทผาลัม 1 ซออ์ จะต้องได้รับการตอบแทนสำหรับนมนั้น, หรือการรูกัวะ 2 ครั้ง ในแต่ละร็อกอะฮ์ ในละหมาดจันทรคราสหรือสุริยคราส, หรือการตัดสินนั้นเป็นที่อนุญาต ด้วยกับพยาน และคำสาบาน,  ฯลฯ. และยังมีปัญหาอื่นๆอีกมากมาย. ดังนั้นอีหม่ามระบุว่า ฮูก่มของผู้ที่ออกฮูก่ม ที่่แตกต่างกันในหลายประเด็นเหล่านี้นั้น ไม่ถูกต้อง, โดยปราศจากการประณาม ในระดับบุคคลที่ยึดถือทัศนะเหล่านั้น.

ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม, จะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ต่อหน้าอัลลอฮ์ในวันกียามะฮ์ สำหรับผู้ที่ได้ยินฮาดิษ และรายงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ไม่มีความขัดแย้ง, หากเขาไม่สนใจพวกเขา. จบการอ้าง.

อิอ์ลาม อัล-มูวักกีอีน (3/300-301).

3 – อิบน์ กูดามะฮ์ อัล-มักดีซี กล่าวว่า : ไม่มีใครควรประณามใครก็ตาม เกี่ยวกับการตามมัซฮับ, เพราะไม่มีการประณาม เกี่ยวกับประเด็นที่อยู่ภายใต้การอิจตีฮาด. จบการอ้าง จาก อัล-อาดาบ อัล-ชัรอิยยะฮ์ โดย อิบน์ มุฟลิฮ์ (1/186).

4 – อัล-นาวาวี กล่าวไว้ใน ชัรฮ์ มุสลิม (1/186):

บรรดานักวิชาการกล่าวว่า : มุฟตี และกอดี ไม่มีสิทธิคัดค้านผู้ที่แตกต่างจากพวกเขา ตราบใดที่ เขาไม่ได้ค้านกับข้อความ, ในมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ หรือการเทียบเคียง (กียาส) ที่ชัดเจน. จบการอ้าง.

5 – เชค มูฮัมมัด อิบน์ อับดุลวะฮาบ กล่าวว่า : … หากคนๆหนึ่งกล่าวว่า สิ่งนี้หมายถึง ปัญหาเห็นต่าง, ถือว่าไม่ถูกต้อง และค้านกับมติเอกฉันท์ของอุมมะฮ์. บรรดาซอฮาบะฮ์และผู้ที่มาหลังจากพวกท่าน ได้ประณามผู้ที่ยึดทัศนะ (ที่ค้านกับหลักฐาน) และสร้างความหลงผิด, ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร, แม้ว่าพวกเขาจะมีความรู้มากที่สุด และเป็นผู้ที่เคร่งศาสนาก็ตาม. อัลลอฮ์ส่งมูฮัมมัด ด้วยกับทางนำ และศาสนาที่แท้จริง, และพระองค์ได้สั่งใช้เรา ในการปฏิบัติตามท่าน และละทิ้งสิ่งที่ค้านกับสิ่งนั้น. ส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามท่าน หมายถึง หากนักวิชาการค้านกับสิ่งนั้นด้วยความผิดพลาด, ความผิดพลาดของเขาก็ต้องถูกชี้ให้เห็น และเขาจะต้องถูกประณาม. ถ้าสิ่งที่หมายถึงปัญหาอิจตีฮาด คือเรื่องที่เกี่ยวกับความเห็นต่างของนักวิชาการ และทัศนะที่ถูกต้องนั้น ไม่ชัดเจน, ดังนั้นนี่คือจุดที่ถูกต้อง, และมันไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับใครก็ตาม ที่จะประณามบางสิ่ง ที่แตกต่างจากมัซฮับของเขา หรือประเพณีของผู้คน. ตามที่มันไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับใครก็ตาม ในการกำหนดสิ่งใดโดยปราศจากความรู้, เช่นเดียวกัน มันไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับใครก็ตาม ในการประณามสิ่งใดโดยปราศจากความรู้. ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในโองการ ซึ่งอัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า): “และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น” [อัล-อิสเราะ 17:36].   จบการอ้าง จาก อัล-ดูร็อร อัล-ซานิยยะฮ์ (4/8).

6 – อัล-เชากานี กล่าวว่า :

ทัศนะที่ว่า – จะไม่มีการประณาม ในเรื่องเห็นต่างของนักวิชาการ – ได้กลายเป็นวิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการปกป้อง การกำชับในสิ่งที่ดี และการห้ามปรามในสิ่งที่ชั่ว, สิ่งใดมีสถานะที่สูงตามที่ท่านทราบ.  มันถูกสั่งใช้ และทำให้เป็นวาญิบสำหรับอุมมะฮ์นี้ โดยอัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ในการกำชับสิ่งที่ดีตามหลักชารีอะฮ์ และการห้ามปรามในสิ่งที่ชั่วร้าย ตามหลักชารีอะฮ์, และตัวชี้วัดของสิ่งนั้น คือกุรอ่านและซุนนะฮ์. มุสลิมทุกคนควรกำชับกัน ในสิ่งที่พวกเขาพบว่าเป็นสิ่งที่ดีในทั้งสองหรือหนึ่งจากทั้งสอง, และเขาควรห้ามปราบในสิ่งที่เขาพบว่าเป็นความชั่วร้าย ในทั้งสองหรือหนึ่งจากทั้งสอง.

หากนักวิชาการคนใดกล่าวบางสิ่งที่แตกต่างกับสิ่งนั้น, คำพูดของเขาก็จะถูกปฏิเสธ และเขาจะต้องถูกประณาม, เช่นเดียวกับผู้ที่ตามทัศนะของเขา.

ประการที่สอง:

สิ่งนี้คือชารีอะฮ์ที่สูงส่ง, ซึ่งเราได้รับคำสั่งให้กำชับ สิ่งที่มันถูกอธิบายว่าดี และประณามสิ่งที่มันถูกอธิบายว่าเป็นความชั่ว, คือสิ่งที่ถูกพบใน กุรอ่าน และซุนนะฮ์. จบการอ้างจาก อัล-ซัยล์ อัล-ญัรร็อร (4/588).

7 – เชค อิบน์ ‘อูซัยมีน (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าว , หักล้างผู้ที่กล่าวว่า ไม่มีการประณาม ในเรื่องเกี่ยวกับทัศนะที่แตกต่างกันของนักวิชาการ:

หากเราจะบอกว่า ไม่มีการประณามใดๆเลย ในเรื่องที่นักวิชาการเห็นต่างกัน, เช่นนั้นแล้วศาสนาก็จะสูญหายไป เพราะผู้คนจะมองหาตัวเลือกที่ง่าย, เพราะคุณแทบจะไม่พบปัญหาใดเลย ที่ไม่มีความแตกต่างกันในทัศนะของผู้คน.

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเห็นต่างของนักวิชาการ ตกอยู่ใน 2 ประเภท. (ประเภทแรกคือ) ปัญหาอิจตีฮาด ซึ่งความเห็นต่างประเภทนี้ นั้นถูกต้อง, ในแง่ที่ว่า มีเหตุผลที่ดี สำหรับทัศนะที่แตกต่างกันเหล่านี้. ในกรณีนี้ มุจตาฮิดจะไม่ถูกประณาม, และมุสลิมทั่วไป จำเป็นต้องปฏิบัติตาม สิ่งที่นักวิชาการในพื้นที่ของเขาพูด, เพื่อที่มวลชน จะไม่ถูกทำให้สับสน, เพราะหากเราจะพูดกับมุสลิมทั่วไป : ให้ตามทัศนะที่คุณชอบ, ประชาชนก็จะแตกแยก. ดังนั้น เชค อับดุลเราะฮ์มาน อิบน์ ซะอ์ดี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ชาวบ้านทั่วไป ควรตามมัซฮับของนักวิชาการของเขา.

ประเภทที่สอง คือเรื่องที่เกี่ยวกับความเห็นต่างของทัศนะ ที่ไม่ถูกต้อง และไม่มีช่องให้ทำการอิจตีฮาด. ในกรณีนี้ ผู้ที่ถือทัศนะที่แตกต่าง จะต้องถูกประณาม เพราะไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับเขา. จบการอ้างจาก ลีกอ’ อัล-บาบ อิล-มัฟตุฮ์ (49/192-193).

และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด.

ดูใน ฮุกม์ อัล-อินการ ฟี มาซาอิล อัล-คีลาฟ โดย ดร. ฟัดล์ อีลาฮี ซอฮีร.

ใส่ความเห็น