แปลจากคำถามหมายเลข 5842

เผยแพร่เมื่อ : 05-09-2002

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

เนื่องจากความเอียงของการหมุนของแกนโลก, ทำให้ภูมิภาคที่อยู่ใกล้กับขั้วโลกหนึ่ง มีกลางวันอย่างต่อเนื่องในบางเดือน, ยกตัวอย่างเช่น, เมืองการค้าของทรอมโซ (ประชากรประมาณ 50000 คน) ในตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ (0.4% ของประชากร มาจากประเทศอิสลาม) ที่ซึ่งสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม, ในขณะที่ภูมิภาคที่อยู่ใกล้กับอีกขั้วโลกหนึ่ง มีเวลากลางคืนอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาเดียวกัน. มุสลิมในทรอมโซควรจะปฏิบัติอย่างไร ในการละหมาดมัฆริบ และอีชาอฺ เมื่อกลางคืนไม่มีที่สิ้นสุด ในช่วงสองสามเดือนนี้ และถ้าเดือนรอมาดอนเกิดขึ้นในช่วงเดือนเหล่านี้, พวกเขาจะถือศีลอดกันอย่างไร?.

คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ.ฟัตวาหมายเลข. 2769 ได้ออกโดย สภานักวิชาการอาวุโส และคณะกรรมการถาวร เกี่ยวกับปัญหาที่คล้ายกันกับเรื่องที่คุณถามมา. นี่คือข้อความของคำถามและคำตอบ:

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียว และความจำเริญและความสันติ จงประสบแด่ ผู้ที่ไม่มีศาสดาอื่นหลังจากท่าน.

คณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัย และออกฟัตวา ได้อ่านคำถาม ที่ถูกส่งมายัง เลขานุการทั่วไป โดยเลขานุการสหภาพนักศึกษามุสลิมในประเทศฮอลแลนด์, ซึ่งถูกส่งมายัง เลขานุการสภานักวิชาการอาวุโส. ข้อความของคำถามนั้น มีดังนี้:

เราหวังว่าท่านจะออกฟัตวาให้เรา เกี่ยวกับวิธีการกำหนดเวลาละหมาดมัฆริบ, อีชาอฺ และฟัจรฺ(ซุบฮี), และวิธีการกำหนดวันแรกของเดือนรอมาดอน และวันแรกของวันอีด อัล-ฟิตรี. นั่นก็เพราะ การออกและตกของดวงอาทิตย์ ในประเทศทางตอนเหนือของยุโรป ซึ่งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือ แตกต่างจากการออกและตกของดวงอาทิตย์ ในประเทศมุสลิมทางฝั่งตะวันออก. เหตุผลสำหรับสิ่งนั้นคือ เกี่ยวกับเวลาการสิ้นสุดของแสงสีแดงและแสงสีขาว. สังเกตได้ว่าในฤดูร้อนนั้น แสงสีขาวสุดท้าย กินเวลาเกือบตลอดทั้งคืน, ดังนั้นมันจึงเป็นการยากที่จะกำหนดเวลาของการละหมาดอีชา และการเริ่มของรุ่งอรุณ.

พวกท่านให้คำตอบว่า:

สภานักวิชาการอาวุโส แห่งราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย ออกคำแถลงในเรื่องของการกำหนด เวลาละหมาด, การกำหนดจุดเริ่มของรุ่งอรุณในแต่ละวัน, และสิ้นสุดวันของเดือนรอมาดอน,ในประเทศเช่นประเทศของคุณ. สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกท่านกล่าว:

หลังจากที่ได้ศึกษา, วิจัยและอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้, สภาได้ตัดสินใจดังนี้ :

ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในประเทศ ที่ซึ่งเวลากลางคืนนั้นสามารถแยกแยะได้จากเวลากลางวัน โดยการเริ่มของรุ่งอรุณ และการตกของดวงอาทิตย์, แต่เวลากลางวันนั้นยาวมากในช่วงฤดูร้อน และสั้นมากในฤดูหนาว, จำเป็นต้องปฏิบัติละหมาดห้าเวลาในแต่ละวัน ตามเวลาที่รู้กันตามหลักชารีอะฮฺ. นั่นก็เพราะ ความหมายโดยทั่วไปของคำพูดของอัลลอฮฺ (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“จงดำรงการละหมาดไว้ (อีกอมัต‑อัส‑ซอลาต) ตั้งแต่ตะวันคล้อยจนพลบค่ำ (นั่นคือ เวลาซุฮฺรี, ‘อัสรี, มัฆริบ, และอีชาอฺ), และการอ่านยามรุ่งอรุณ (นั่นคือ การละหมาดฟัจรฺ หรือ ซุบฮี). แท้จริง, การอ่านยามรุ่งอรุณนั้น (นั่นคือ เวลาเช้า — เวลาละหมาดฟัจรฺ) นั้นเป็นพยานยืนยันเสมอ (การเข้าร่วมของมลาอีกะฮฺ ในการดูแลมนุษย์ ในช่วงกลางวันและกลางคืน)”

[อัล-อิสรออฺ’ 17:78]

“แท้จริง, อัส-ซอลาฮฺ (การละหมาด) เป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้ แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย”

[อัน-นีซาอฺ’ 4:103]

และเพราะมันมีหลักฐานจากบูร็อยดะฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) ว่ามีชายคนหนึ่งได้ถามท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) เกี่ยวกับเวลาของการละหมาด, และท่านได้บอกกับเขาว่า : “ละหมาดกับเราสอง” หมายถึงสองวัน. เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยจากจุดสูงสุด, ท่านได้บอกบีลาลให้อาซาน, จากนั้นท่านก็บอกเขาให้อีกอมะฮฺสำหรับละหมาดซุฮฺรี. จากนั้นท่านก็บอกเขาให้อีกอมะฮฺสำหรับเวลาอัสรี เมื่อดวงอาทิตย์ยังคงอยู่สูง และขาวชัดเจน. จากนั้นท่านก็บอกเขาให้อีกอมะฮฺสำหรับเวลามัฆริบ เมื่อพระอาทิตย์ตก. จากนั้นท่านก็บอกเขาให้อีกอมะฮฺสำหรับเวลาอีชาอฺ เมื่อแสงสีแดง (ในตอนพลบค่ำ) ได้หายไป. จากนั้นท่านก็บอกเขาให้อีกอมะฮฺ สำหรับเวลาฟัจรฺ เมื่อรุ่งอรุณปรากฎ. จากนั้นในวันที่สอง, ท่านบอกเขาให้ล่าช้าสำหรับเวลาซุฮฺรี จนกระทั่งความร้อนระอุได้ผ่านไป และเขาก็ทำเช่นนั้น. เขาได้ละหมาดเวลา ‘อัสรี เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูง, และทำให้มันล่าช้า จากเวลาที่เขาเคยทำ. เขาได้ละหมาดมัฆริบ ก่อนเวลาโพล้เพล้จะหายไป; เขาได้ละหมาด ‘อีชาอฺ’ เมื่อหนึ่งในสามของกลางคืนได้ผ่านไป; และเขาได้ละหมาดฟัจรฺ เมื่อเห็นแสงอรุณชัดเจน. จากนั้นเขาก็กล่าวว่า: “ชายที่ถามเกี่ยวกับเวลาละหมาดอยู่ที่หน?” ชายคนนั้นกล่าวว่า, “ฉันอยู่ตรงนี้, โอ้ศาสนทูตของอัลลอฮฺ.” ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “เวลาการละหมาดของท่าน อยู่ในขอบเขตของสิ่งที่ท่านเห็น.”

(บันทึกโดย อัล-บูคอรี และมุสลิม)

มันถูกรายงานจาก อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัมรฺ อิบนฺ อัล-อัส ว่าท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “เวลาซุฮฺรีนั้น เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยจากจุดสูงสุด และเงาของคนๆหนึ่ง มีความยาวเท่ากับความสูงของเขา, จนกระทั่งเวลา ‘อัสรี ได้มาถึง. เวลา ‘อัสรีนั้น คงอยู่จนกระทั่งดวงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นสีเหลือง. เวลาสำหรับมัฆริบ คงอยู่จนกระทั่งเวลาพลบค่ำจางหายไป. เวลาสำหรับ ‘อีชาอฺ’ คงอยู่จนกระทั่งเที่ยงคืน. สำหรับเวลาละหมาดซุบฮฺ (ฟัจรฺ) สิ้นสุดที่จุดเริ่มต้นของรุ่งอรุณ ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังไม่เริ่มขึ้น. เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มขึ้นแล้ว ก็หยุดละหมาด, เพราะมันขึ้นมา ระหว่างสองเขาของชัยตอน.”

บันทึกโดยมุสลิม ในซอฮิฮฺของท่าน.

และมีฮาดิษอื่นๆ ซึ่งถูกรายงานเกี่ยวกับ การกำหนดเวลาละหมาดทั้งห้าเวลา จากคำพูดและการกระทำของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน). ไม่มีความแตกต่างอะไรเลย ไม่ว่าเวลากลางคืนและกลางวัน จะยาวหรือสั้น, ตราบใดที่เวลาของการละหมาด สามารถแยกแยะได้ โดยสัญญาณ ซึ่งถูกระบุโดยท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน).

สิ่งนี้เกี่ยวกับการกำหนดเวลาของการละหมาด. ส่วนการกำหนดเวลาของการถือศีลอดในเดือนรอมาดอนนั้น, ผู้ถือศีลอดควรงดอาหาร, เครื่องดื่มและอะไรก็ตาม ที่ทำให้เสียศีลอด ในแต่ละวันของเดือนรอมาดอน, ตั้งแต่เวลารุ่งอรุณ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก ในประเทศของเขา, ตราบใดที่เวลากลางคืนนั้น สามารถแยกแยะจากเวลากลางวันได้, และเวลากลางวันและกลางคืนนั้น ทั้งสองรวมกันก็คือ 24 ชั่วโมง. มันก็ถือเป็นที่อนุญาตสำหรับพวกเขาที่จะกิน, ดื่ม, มีเพศสัมพันธ์, ฯลฯ ในเวลากลางคืนเท่านั้น, แม้ว่ามันจะสั้นก็ตาม. ชารีอะฮฺของอิสลามนั้น ถือเป็นสากล และบังคับใช้กับทุกคน ในทุกๆประเทศ. อัลลอฮฺกล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“และจงกิน และดื่ม จนกระทั่งเส้นขาว จะประจักษ์แก่พวกเจ้า จากเส้นดำ เนื่องจากแสงรุ่งอรุณ แล้วพวกเจ้าจงให้การถือศีลอดครบเต็มจนถึงพลบค่ำ”

[อัล-บากอเราะฮฺ 2:187]

ใครก็ตามที่ไม่สามารถจะถือศีลอดอย่างสมบูรณ์ เพราะเวลากลางวันนั้นยาว, หรือใครที่รู้จากประสบการณ์ หรือจากคำแนะนำของผู้รู้. หมอที่เชื่อถือได้, หรือคิดว่า มันมีความเป็นได้สูงที่การถือศีลอดของเขานั้น จะนำไปสู่ความตาย หรือทำให้เขาป่วยหนัก, หรือจะทำให้อาการป่วยของเขาแย่ลง หรือไปขัดขวางการฟื้นตัวของเขา, ก็อาจจะละศีลอด และชดใช้วันถือศีลอดที่เขาขาดไป ในเดือนที่เขาสามารถจะชดใช้ได้. อัลลอฮฺกล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):

“ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ ในเดือนนั้นแล้ว (เดือนรอมาดอนที่ปรากฎในบ้านเมืองของเขา), ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น, และผู้ใดป่วย หรืออยู่ในการเดินทาง, ก็จงถือใช้ในวันอื่นแทน”

[อัล-บากอเราะฮฺ 2:185]

“อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น”

[อัล-บากอเราะฮฺ 2:286]

“อัลลอฮฺนั้นไม่ทรงประสงค์เพื่อจะให้มีความยากลำบากใด ๆ แก่พวกเจ้า”

[อัล-มาอีดะฮฺ 5:6]

ประการที่สอง :

ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในดินแดน ที่ดวงอาทิตย์ไม่ตก ในช่วงฤดูร้อน และไม่ขึ้นในช่วงฤดูหนาว, หรือใครก็ตามที่อยู่ในดินแดน ที่มีเวลากลางวันหกเดือน และเวลากลางคืนหกเดือน, นี่คือยกตัวอย่าง, จะต้องทำการละหมาดห้าเวลา ในแต่ละช่วงเวลา 24 ชั่วโมง. พวกเขาควรประมาณการเวลา โดยอิงจากประเทศใกล้เคียง ที่เวลาของการละหมาดทั้งห้าเวลา สามารถแยกแยะออกจากกันได้, เพราะมีหลักฐานจากฮาดิษของ อิสรออฺ’ และเมียะร็อจ (การเดินทางของท่านศาสนทูตในเวลากลางคืน และการขึ้นสู่ฟากฟ้า) ที่อัลลอฮฺได้สั่งใช้ให้ประชาชาตินี้ ให้ละหมาดห้าสิบเวลา ในเวลากลางวันและกลางคืนในแต่ละวัน, จากนั้นท่านศาสนทูต (ขอความสันติละความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) ก็ได้ขอต่อพระองค์ ให้ลดเวลามันลงจนกระทั่งพระองค์กล่าวว่า, “โอ้มูฮัมมัด, ละหมาดห้าเวลา ในตอนกลางวันและกลางคืนของแต่ละวัน, และในแต่ละการละหมาดนั้น จะได้รับรางวัลสิบ, นั่นคือการละหมาดห้าสิบเวลา…”

และมีหลักฐานจากฮาดิษ ของต็อลฮะฮฺ อิบนฺ อุบัยดิลลาฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) ที่เขากล่าวว่า : ชายคนหนึ่งจากนัจดฺ มีผมรุงรังได้มาหาท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) และเราได้ยินเสียงดังของเขา แต่ไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร, จนกระทั่งเขาได้เข้ามาใกล้ จากนั้นเราก็ได้รู้ว่าเขาได้ถามเกี่ยวกับอิสลาม. ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า, “(ท่านจะต้องทำการ) ละหมาดห้าเวลาในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนของแต่ละวัน.” ชายคนนั้นถามว่า, “ฉันต้องทำอย่างอื่นอีกไหม?” ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า , “ไม่, เว้นแต่ว่า ท่านต้องการละหมาดด้วยความสมัครใจ (ละหมาดซูนัต)”…

และมีหลักฐานในฮาดิษของ อนัส อิบนฺ มาลิก (ขออัลลอฮฺทรงพอใจท่าน) ที่ท่านกล่าวว่า : เราถูกห้ามไม่ให้ถามท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) เกี่ยวกับเรื่องใดก็ตาม, ดังนั้นเราเคยชอบมัน ที่ชาวทะเลทราย ได้มาหา และถามท่านในคำถามที่เราได้ยิน. ชายจากชาวทะเลทรายได้มาหา และกล่าวว่า, “โอ้มูฮัมมัด, ผู้ส่งสารของท่านได้มาถึงเรา และกล่าวว่า ท่านบอกว่าอัลลอฮฺได้ส่งท่านมา.” ท่านกล่าวว่า, “เขาพูดความจริง.” … ชายคนนั้นกล่าวว่า, “และผู้ส่งสารของท่านบอกว่า เราต้องทำการละหมาดห้าเวลาในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนของแต่ละวัน.” ท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า , “เขาพูดความจริง.” ชายคนนั้นกล่าวว่า, “โดยผู้ที่ส่งท่านมา, นั่นคืออัลลอฮฺได้สั่งใช้ให้ท่านทำเช่นนี้หรือ?” ท่านตอบว่า, “ใช่.” …

มีหลักฐานว่าท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) ได้บอกกับสหายของท่านเกี่ยวกับดัจญาล. ท่านถูกถามว่า มันจะอยู่บนโลกนานแค่ไหน, และท่านกล่าวว่า, “40 วัน, วันหนึ่งเหมือนกับ 1 ปี, วันหนึ่งเหมือนกับหนึ่งเดือน, วันหนึ่งเหมือนกับ 1 สัปดาห์ และที่เหลือก็เหมือนกับวันปกติของท่าน.” พวกเขากล่าวว่า , “โอ้ ศาสนทูตของอัลลอฮฺ, วันที่เหมือนกับ 1 ปี, การละหมาดในหนึ่งวัน เพียงพอแล้วหรือไม่สำหรับเรา?” ท่านกล่าวว่า, “ไม่, ให้ประมาณการเวลา.” ดังนั้นวันที่เหมือนกับ 1 ปี ไม่ถือว่าเป็น 1 วัน ที่การละหมาดห้าเวลาจะเพียงพอแล้ว, ค่อนข้างจำเป็น ที่จะต้องทำการละหมาดในแต่ละช่วงเวลา 24 ชั่วโมง. พระองค์ทรงสั่งใช้ให้เขาทำการละหมาด ในช่วงเวลาเดียวกันกับวันปกติ.

ดังนั้นมุสลิมในประเทศที่กล่าวถึง ในคำถาม ต้องกำหนดเวลาในการละหมาดในดินแดนนั้น, โดยอ้างอิงเวลาจากประเทศใกล้เคียง ที่เวลากลางคืน และเวลากลางวันนั้น สามารถแยกแยะได้ และเวลาของการละหมาดห้าเวลาในแต่ละวันนั้น ก็รู้กันตามสัญญาณ ที่ได้อธิบายไว้ในชารีอะฮฺ, ในแต่ละช่วงเวลา 24 ชั่วโมง.

ในทำนองเดียวกัน พวกเขาต้องทำการถือศีลอดในเดือนรอมาดอน. พวกเขาสามารถตั้งเวลาของการถือศีลอด และกำหนดจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด ของเดือนรอมาดอน และเวลาในการเริ่มต้นละศีลอดในแต่ละวัน โดยเวลารุ่งอรุณ และเวลาตกของดวงอาทิตย์ในแต่ละวันนั้น ให้อิงจากประเทศใกล้เคียง ที่สามารถแยกแยะระหว่างเวลากลางวันและกลางคืนออกจากกันได้. โดยระยะเวลาทั้งหมดใน 1 วันนั้น ต้องเป็น 24 ชั่วโมง, เพราะจากฮาดิษของท่านศาสนทูต (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่าน) เกี่ยวกับดัจญาลที่ได้ยกไปข้างต้น, ซึ่งท่านได้บอกกับสหายของท่าน เกี่ยวกับการกำหนดเวลาของการละหมาดห้าเวลา. ไม่มีความแตกต่างในเรื่องนี้ ระหว่างการการถือศีลอดและการละหมาด.

วาบิลลาฮีเตาฟีก. ขออัลลอฮฺทรงมอบความสันติและความจำเริญ แด่ท่านศาสนทูตมูฮัมมัดของเรา และครอบครัวของท่าน และสหายของท่าน.

อัล-ลัจนะฮฺ อัด-ดาอีมะฮฺ ลิล-บูฮูซ อัล-อิลมียะฮฺ วัล-อิฟตาอฺ’.

ใส่ความเห็น