แปลจากคำถามที่ 12541

เผยแพร่เมื่อ : 07-01-2007

แปลโดย อับดุลฮากิม หามะ


คำถาม

การจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ ถือว่าฮารอมหรือไม่?

คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ.

ใช่แล้ว มันถือว่าฮารอม ในการที่คนๆหนึ่ง ได้จ่ายดอกเบี้ยจากเงินที่ได้ยืมมา ถึงแม้ว่ามันจะมีสาเหตุมาจาก การที่เงินได้ลดค่าลงเพราะเงินเฟ้อก็ตาม.

นักวิชาการได้เห็นพ้องกันว่า ถ้าได้มีการกำหนดเงื่อนไขว่า เงินที่ยืมมา จะต้องจ่ายคืนพร้อมด้วยสิ่งที่เพิ่มมา , นั่นถือเป็นริบาอฺ (ดอกเบี้ย) ที่ถูกห้ามจากอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์.

อิบนฺ กูดามะฮฺ ได้กล่าวไว้ใน อัล-มุฆนี (6/436):

เงินกู้ยืมทุกประเภท ที่ได้กำหนดให้ชำระคืนพร้อมสิ่งที่เพิ่มตามมา ถือว่าฮารอม, และไม่มีทัศนะที่เห็นต่างกันในเรื่องนี้.

อิบนฺ อัลมุนซิร กล่าวว่า : พวกเขามีมติเอกฉันท์กันว่า ถ้าผู้ให้ยืม กำหนดให้ผู้ยืมต้องจ่ายคืนด้วยสิ่งที่เพิ่มตามมา หรือต้องให้ของขวัญแก่ผู้ยืม, หรือให้กู้ยืมบนพื้นฐานของการหวังสิ่งที่จะได้เพิ่มมา, นั่นถือเป็นริบาอฺ (ดอกเบี้ย)

ได้มีรายงานจากท่านอุบัย อิบนฺ กะอบฺ, อิบนฺ อับบาส และ อิบนฺ มัสอู๊ด ว่า ห้ามการให้กู้ยืม โดยหวังผลประโยชน์. จบการอ้าง.

นักวิชาการได้กล่าวว่าผู้ยืมจะต้องชำระคืนผู้ให้ยืม ด้วยสิ่งเดียวกัน ของทรัพย์สินที่เขาได้ยืมไป, โดยไม่คำนึงถึง มูลค่าของทรัพย์สินในวันที่ชำระคืน ว่าจะสูงกว่า หรือต่ำกว่า วันที่เขาได้ยืมไป.

แต่อีหม่าม อะหฺมัด (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) ได้มีข้อยกเว้นกรณีหนึ่ง , นั่นคือ เมื่อผู้ปกครอง ได้ห้ามการใช้สกุลเงินที่ได้ยืมไป, ในกรณีนี้ ให้คิดมูลค่าของเงินในวันที่กู้ยืม , และเงินกู้ยืมนั้น ควรชำระด้วยเงินสกุลใหม่. นั่นเพราะการห้ามของผู้ปกครองดังกล่าว หมายความว่าเงินสกุลนั้นไม่ถูกต้องในการชำระหนี้ และไม่มีค่าอีกต่อไป.

อิบนฺ กูดามะฮฺ ได้กล่าวไว้ใน อัล-มุฆนี (6/441):

เรากล่าวว่า ผู้กู้ยืมควรชำระคืนด้วยจำนวนเดียวกัน , แม้ว่ามูลค่าของสิ่งนั้นจะตกลง เพิ่มขึ้น, หรือเท่าเดิม. … ถ้าเงินกู้ยืมในวันที่กู้ เป็นเหรียญที่ผู้ปกครองได้ห้ามการใช้แล้ว , และมันไม่ถูกใช้ในสังคมอีกต่อไป , ผู้ให้ยืมก็มีสิทธิรับชำระคืนในมูลค่าเดิม , แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องรับมัน. … มาลิก, อัลลัย อิบนฺ สะอดฺ และ อัล ชาฟีอี ได้กล่าวว่า: เขาไม่มีสิทธิได้รับอะไรนอกจากสิ่งที่เขาได้ให้ยืมไป, เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับสิ่งที่เขาได้ให้ยืมดังกล่าว , ดังนั้นจึงเหมือนกับการลดมูลค่าลงของสิ่งนั้น. หลักฐานสำหรับสิ่งที่เราได้กล่าวไว้คือ ถ้าผู้ปกครองได้ห้ามใช้มัน , และมันไม่สามารถที่จะใช้จ่ายได้ และไม่ถูกต้องอีกต่อไป. มันจึงเหมือนกับว่า บางส่วนของมันถูกทำลาย หรือสูญหายไป. แต่สำหรับกรณีที่มูลค่าลดลง, มันไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถชำระคืนได้, ไม่ว่าจะมากหรือน้อย, เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับมัน, เพียงแต่มูลค่าของมันได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป. มันก็เหมือนกับกรณีของข้าวสาลี , เมื่อราคาของมันเพิ่มขึ้นหรือลดลง. จบการอ้าง.

และอัลลอฮฺรู้ดีที่สุด.

*สรุปตามความเข้าใจของผู้แปลเป็นไทย การชำระเงินที่ยืมจะต้องชำระคืนด้วยจำนวนเท่ากับตอนที่ยืม หากชำระด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนที่ยืม สิ่งนั้นถือเป็นดอกเบี้ย

กรณีเรื่องเงินเฟ้อไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการเก็บดอกเบี้ยได้ เพราะมันเป็นเรื่องของมูลค่า การชำระคืนจะต้องอิงจากจำนวน ไม่ใช่มูลค่า

เหมือนกับกรณีของการยืมข้าวสาลี ต่อให้ในอนาคต ข้าวสาลีขึ้นราคา หรือราคาตกลง ก็จะต้องจ่ายด้วยจำนวนข้าวสาลีที่ได้ยืมไป เช่น ยืมข้าวสาลี 1 ตัน ซึ่งวันนั้นข้าวสาลี 1 ตันมีราคา 1 ล้านบาท ……. 10 ปีต่อมา ข้าวสาลีราคาตก เหลือตันละ 5 แสนบาท ผู้ยืมจะต้องจ่ายเป็นข้าวสาลีเพียง 1 ตัน เท่ากับตอนที่ยืมไปเท่านั้น ไม่ต้องจ่ายเป็นข้าวสาลี 2 ตัน โดยอิงจากราคาของมันไม่

เทียบกับเรื่องเงิน สมมติยืมเงินไป 1 ล้านบาท สิบปีต่อมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เงิน 1 ล้านบาทในตอนนั้น มีค่าเพียง 1 แสนบาทในตอนนี้ ผู้ยืมก็จะต้องชำระคืน 1 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่ 10 ล้านบาทตามมูลค่าของมัน*

และอัลลอฮฺรู้ดีที่สุด.

ใส่ความเห็น