คำถาม
ฉันได้ยินบ่อยมาก ว่าดนตรี, การร้องเพลง และการเต้น นั้นฮารอมในอิสลาม. ฉันได้เข้าไปยังเว็บไซต์หนึ่งครั้งแรก และพิมพ์คำว่าดนตรี,เพลง และบทความเหล่านี้ทั้งหมด ได้กล่าวว่าดนตรี,การเต้น, และการร้องเพลง ในอิสลามนั้นฮาลาล??? พวกเขากล่าวว่า “ตราบใดที่ไม่ทำให้ทั้งสองเพศนั้นอยู่ด้วยกัน และไม่มีการดื่มของมึนเมาเกิดขึ้น” ฯลฯ. และพวกเขายังมีฮาดิษ ที่พยายามจะพิสูจน์ว่า ท่านศาสนทูตมูฮัมมัด ซ.ล. โอเคกับสิ่งนี้??? ตอนนี้ฉันรู้สึกสับสนมาก… รบกวนช่วยให้ฉันอย่างเต็มที่, ในด้านข้อมูลที่อธิบายเกี่ยวกับ ฮูก่มของอิสลาม เกี่ยวกับ ดนตรี, การร้องเพลง และการเต้น และเมื่อใดที่มันจะได้รับอนุญาต, หากมันมีกรณีที่ได้รับอนุญาต.
คำตอบ
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์.
คำว่า มะอาซิฟ เป็นพหูพจน์ของคำว่า มิซาฟะฮ์, และหมายความถึงเครื่องดนตรี (ฟัตฮุลบารี, 10/55), เครื่องดนตรีที่ถูกเล่น (อัลมัจมุอ์, 11/577). อัล-กุรตูบี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) รายงานจาก อัล-เญาฮารี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ว่า มะอาซิฟ หมายถึงการร้องเพลง. ในซิฮะฮ์ของท่าน ได้กล่าวว่า มันหมายถึงเครื่องดนตรี. มันยังถูกกล่าวอีกว่ามันหมายถึง เสียงของเครื่องดนตรี. ใน อัลฮาวาชี โดย อัล-ดิมยาตี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ได้กล่าวว่า : มะอาซิฟ หมายถึง กลอง (ดูฟุฟ, การร้องเพลง. ดาฟ) และเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่ใช้การกระแทก หรือตี (ฟัตฮุลบารี, 10/55).
หลักฐานของการห้าม ในกุรอ่าน และ ซุนนะฮ์ :
อัลลอฮ์ได้กล่าวในซูเราะฮ์ ลุกมาน (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“และในหมู่มนุษย์มีผู้ซื้อเอาเรื่องไร้สาระ (นั่นคือ ดนตรีและการร้องเพลง) เพื่อทำให้เขาหลงไปจากทางของอัลลอฮฺ …” [ลุกมาน 31:6]
นักวิชาการแห่งอุมมะฮ์, อิบน์อับบาส (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) กล่าวว่า : สิ่งนี้หมายถึงการร้องเพลง. มูญาฮิด (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : สิ่งนี้หมายถึงการเล่นกลอง (ตับล์). (ตัฟซีร อัต-ต็อบรี, 21/40).
อัล-ฮาซัน อัล-บัซรี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : อายะฮ์นี้ ถูกเปิดเผยเกี่ยวกับการร้องเพลง และเครื่องดนตรี (เครื่องดนตรีไม้). (ตัฟซีร อิบน์กะซีร, 3/451).
อัซ-ซะอ์ดี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : สิ่งนี้รวมถึงทุกลักษณะของคำพูดที่ฮารอม, ทุกคำพูดที่ไร้สาระ และเป็นเท็จ, และทุกสิ่งที่ไร้สาระ ที่นำไปสู่กุฟร์ และการฝ่าฝืน; คำพูดของผู้ที่พูดในสิ่งต่างๆ เพื่อลบล้างความจริง และโต้เถียงในการสนับสนุนความเท็จ เพื่อทำลายความจริง; และการนินทา, การใส่ร้าย, การโกหก, การด่า และการสาปแช่ง; การร้องเพลงและเครื่องดนตรีของชัยตอน ; และเครื่องดนตรีซึ่งไม่มีประโยชน์ในทางจิตวิญญาณ หรือทางโลก. (ตัฟซีร อัซ-ซะอ์ดี, 6/150)
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : การอรรถาธิบายของซอฮาบะฮ์ และตาบีอีน, เกี่ยวกับคำว่า ‘เรื่องไร้สาระ’ ว่าหมายถึงการร้องเพลง, นั้นเพียงพอแล้ว. สิ่งนี้ถูกรายงานด้วยอิสนาดที่ซอแฮะฮ์ จาก อิบน์อับบาส และ อิบน์มัซอูด. อบุล เซาะฮ์บาอ์ กล่าวว่า : ฉันได้ถาม อิบน์มัซอูด เกี่ยวกับอายะฮ์ (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า), ‘“และในหมู่มนุษย์มีผู้ซื้อเอาเรื่องไร้สาระ’ [ลุกมาน 31:6]. ท่านกล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์, ผู้ที่นอกจากพระองค์แล้วก็ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีก, สิ่งนี้หมายถึงการร้องเพลง – และท่านได้ย้ำมันถึง 3 ครั้ง. มันยังถูกรายงานด้วยอิสนาดที่ซอแฮะฮ์อีกด้วย จาก อิบน์ อุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่านทั้งสอง) ว่าสิ่งนี้หมายถึงการร้องเพลง. ไม่มีการขัดแย้งกัน ระหว่างการอรรถาธิบายคำว่า “เรื่องไร้สาระ” กับการร้องเพลง และการอรรถาธิบายมัน กับเรื่องราวของชาวเปอร์เซีย และพระราชาของพวกเขา, และกษัตริย์ของโรมัน, และอื่นๆ, อย่างเช่น อัล-นัดร์ อิบน์ อัล-ฮาริซ เคยบอกกับประชาชนชาวมักกะฮ์ เพื่อเบี่ยงเบนพวกเขาจากกุรอ่าน. ทั้งสองคนนั้น ต่างเข้าอยู่ในความหมายของคำว่า เรื่องไร้สาระ. ดังนั้น อิบน์อับบาส จึงกล่าวว่า: “เรื่องไร้สาระ” นั้นคือความเท็จและการร้องเพลง. ซอฮาบะฮ์บางท่านได้พูดสิ่งแรก และบางท่านก็ได้พูดอีกสิ่ง, และบางท่านก็ได้พูดทั้งสอง. การร้องเพลงนั้นเลว และอันตรายยิ่งกว่าเรื่องราวของพระราชาเสียอีก, เพราะมันนำไปสู่การทำซีนา และทำให้เกิดความกลับกลอกขึ้น (ในจิตใจ); มันคือกับดักของชัยตอน, และมันทำให้ความคิดมืดบอด. วิธีที่มันกีดกันผู้คนจากกุรอ่าน นั้นเลวยิ่งกว่า วิธีอื่นๆของคำพูดที่เป็นเท็จที่กีดกันพวกเขาเสียอีก, เพราะธรรมชาติของผู้คนนั้นมีความโน้มเอียงต่อมัน และมักจะมีความต้องการที่จะฟังมัน. อายาตนั้น ได้ประนามการแทนที่อัลกุรอ่านด้วยกับคำพูดไร้สาระ เพื่อทำให้เกิดการหลง (ต่อผู้คน) จากแนวทางของอัลลอฮ์ โดยปราศจากความรู้ และถือมันเป็นเรื่องตลก, เพราะเมื่ออายะฮ์กุรอ่านถูกอ่านขึ้น ต่อบุคคลดังกล่าว, เขาก็ผินหลัง ราวกับว่าไม่ได้ยินมัน, ราวกับว่าเขานั้นหูหนวก. หากเขาได้ยินอะไรก็ตามของมัน, เขาก็ทำมันเป็นเรื่องสนุก. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้คนที่เป็นกาเฟรที่ดื้อที่สุด และหากบางส่วนของมันเกิดขึ้นต่อนักร้อง และผู้คนที่ฟังมัน, พวกเขาทั้งสองต่างก็มีส่วนในความผิดนี้. (อีฆอซัต อัล-ละฮ์ฟาน, 1/258-259).
อัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“[อัลลอฮ์กล่าวกับอิบลิสว่า:] และเจ้าจงยั่วยวนผู้ที่เจ้าสามารถทำให้เขาหลงในหมู่พวกเขาด้วยเสียงของเจ้า (นั่นคือ เพลง, ดนตรี, และสิ่งอื่นๆที่เรียกร้องไปสู่การฝ่าฝืนอัลลอฮ์)…” [อัล-อิสเราะอ์ 17:64]
มันถูกรายงานว่า มูญาฮิด (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : “และเจ้าจงยั่วยวนผู้ที่เจ้าสามารถทำให้เขาหลงในหมู่พวกเขาด้วยเสียงของเจ้า” – เสียงของมัน [เสียงของอิบลีสหรือชัยตอน] คือการร้องเพลงและการโกหก. อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : อีดอฟะฮ์นี้ [สิ่งที่บ่งบอกความเป็นเจ้าของ นั่นคือ, เสียงของเจ้า] ทำหน้าที่เพื่อให้ความหมายที่เฉพาะเจาะจง, เช่นเดียวกับประโยคที่ว่า [ซึ่งแปลความหมายได้ว่า] “ทหารม้าของเจ้า” และ “ทหารราบของเจ้า” [ที่ปรากฏต่อมาในอายะฮ์เดียวกัน]. ทุกคนที่พูดในทางที่ไม่เชื่อฟังอัลลอฮ์, ทุกคนที่เป่าขลุ่ย หรือเครื่องเป่าลมไม้อื่นๆ, หรือใครก็ตามที่เล่นกลองชนิดที่ฮารอม, สิ่งนี้คือเสียงของชัยตอน. ทุกคนที่เดินไปเพื่อกระทำบางอย่างที่เป็นการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทหารราบ [ของชัยตอน], และใครก็ตามที่ขี่ยานพาหนะเพื่อไปกระทำบาป ถือเป็นส่วนหนึ่งของทหารม้าของมัน. สิ่งนี้คือทัศนะของชาวสลัฟ, ตามที่ อิบน์ อบีฮาติม ได้รายงานจาก อิบน์อับบาส : ทหารราบของมันนั้น คือทุกคนที่เดินไปเพื่อกระทำการฝ่าฝืนอัลลอฮ์. (อีฆอซัต อัล-ละฮ์ฟาน).
อัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“พวกเจ้ายังคงแปลกใจต่อคำกล่าวนี้ (กุรอ่าน) อีกหรือ?
และพวกเจ้ายังคงหัวเราะ และยังไม่ร้องไห้,
และพวกเจ้ายังคงหลงระเริงลืมตัว (ร้องเพลง)”
[อัน-นัจม์ 53:59-61]
‘อิกรีมะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : มันถูกรายงานจาก อิบน์อับบาส ว่า อัล-ซูมูด [คำนามวาจา จาก ซามีดูน, แปลในที่นี้ “และพวกเจ้ายังคงหลงระเริงลืมตัว (ร้องเพลง)”] ว่าหมายถึง “ร้องเพลง”, ในภาษาถิ่นของฮิมยาร มันอาจจะกล่าวว่า “อิสมีดี ลานา” [‘ร้องเพลงให้เรา’ – จากรากศัพท์เดียวกันกับ ซามีดูน/ซูมูด] หมายถึง “ฆอนิย์” [ร้อง]. และท่านกล่าวว่า (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) : เมื่อพวกเขา [พวกกุฟฟาร] ได้ยินเสียงกุรอ่าน, พวกเขาก็จะร้องเพลง, จากนั้นอายะฮ์นี้ก็ถูกเปิดเผย.
อิบน์ กะซีร (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : อัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า) “และพวกเจ้ายังคงหลงระเริงลืมตัว (ร้องเพลง)” – ซุฟยาน อัซ-เซารี กล่าวว่า, รายงานจากพ่อของท่าน จาก อิบน์ อับบาส : (สิ่งนี้นั้นหมายถึง) การร้องเพลง. สิ่งนี้คือ (ภาษาถิ่น) ยามานียะฮ์ : อิสมัด ลานา หมายถึง ฆ็อน ลานา [ร้องเพลงให้เรา]. สิ่งนี้ยังเป็นทัศนะของอิกรีมะอีกด้วย. (ตัฟซีร อิบน์ กะซีร).
มันถูกรายงานจาก อบู อูมามะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ว่าท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “จงอย่าขายทาสผู้หญิงที่เป็นนักร้อง, จงอย่าซื้อพวกเธอ และจงอย่าสอนพวกเธอ. ไม่มีสิ่งที่ดีในการซื้อขายนี้, และราคาของพวกเธอนั้นฮารอม. เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ตามที่อายะฮ์นี้ถูกเปิดเผย (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า): และในหมู่มนุษย์มีผู้ซื้อเอาเรื่องไร้สาระ (นั่นคือ ดนตรี, การร้องเพลง) เพื่อทำให้ (เขา) หลงไป จากแนวทางของอัลลอฮ์…’ [ลุกมาน 31:6].” (ฮาดิษ ฮาซัน)
ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า :
“ในหมู่อุมมะฮ์ของฉัน จะมีผู้ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นที่อนุญาต คือ ซีนา, ผ้าไหม, แอลกอฮอลล์ และเครื่องดนตรี…” (บันทึกโดยอัลบูคอรี ตะอ์ลีกอ, หมายเลข. 5590; ได้รายงานเป็นเมาซูล โดย อัตต็อบรี และ อัล-บัยฮะกี. ดูใน อัล-ซิลซีละฮ์ อัซ-ซอฮีฮะฮ์ โดย อัล-อัลบานี, 91).
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : นี่คือฮาดิษซอแฮะฮ์ รายงานโดย อัลบูคอรี ในซอแฮะฮ์ของท่าน, ที่ซึ่งท่านได้ยกมันเป็นหลักฐาน และได้ระบุว่า มันเป็นมูอัลลัก และ มัจซูม. ท่านกล่าวว่า : บทที่เกี่ยวกับ สิ่งที่ถูกรายงานเกี่ยวกับ ผู้ที่ทำให้มันเป็นที่อนุญาตในการดื่มแอลกอฮอลล์ และเรียกมันด้วยกับชื่ออื่น.
ฮาดิษนี้บ่งชี้ถึงสองประการ ว่าเครื่องดนตรี และการฟังเพลงนั้นฮารอม. ประการแรกคือความจริงที่ท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “[พวกเขา] ได้ทำให้เป็นที่อนุญาต” ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่กล่าวถึง, รวมถึงเครื่องดนตรี, นั้นฮารอมตามหลักชารีอะฮ์, แต่ผู้คนกลับทำให้มันเป็นที่อนุญาต. ประการที่สองคือ ความจริงที่ว่า เครื่องดนตรีนั้นถูกกล่าวถึง ควบคู่กับสิ่งที่ถือเป็นที่รู้กันอย่างชัดเจนว่าฮารอม, นั่นคือ, ซีนา และแอลกอฮอลล์ : หากว่าพวกมัน (เครื่องดนตรี) นั้นไม่ฮารอม, แล้วทำไมพวกมันจึงถูกกล่าวถึงควบคู่กับสิ่งเหล่านี้ล่ะ? (จาก อัล-ซิลซีละฮ์ อัซ-ซอฮีฮะฮ์ โดย อัล-อัลบานี, 1/140-141)
ชัยคุลอิสลาม (อิบน์ตัยมียะฮ์) (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ฮาดิษนี้บ่งชี้ว่า มะอาซิฟ นั้นฮารอม, และ มะอาซิฟนั้นหมายถึงเครื่องดนตรี ตามนักวิชาการภาษา (อาหรับ). คำนี้หมายรวมถึงเครื่องมือดังกล่าวทั้งหมด. (อัล-มัจมุอ์, 11/535).
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : และเกี่ยวกับหัวข้อเดียวกัน ความคิดเห็นที่เหมือนกัน ถูกรายงานจาก ซอแฮะฮ์ อิบน์ ซะด์ อัซ-ซะอีดี, อิมรอน อิบน์ ฮูซัยน์, อับดุลลอฮ์ อิบน์ อัมร์, อับดุลลอฮ์ อิบน์อับบาส, อบูฮูร็อยเราะฮ์, อบู อูมามะอ์ อัล-บาฮีลี, อาอีชะฮ์ อุมมุลมุมีนีน, อาลี อิบน์ อบี ตอลิบ, อนัส อิบน์ มาลิก, อับดุลเราะฮ์มาน อิบน์ ซาบิต และ อัล-ฆอซี อิบน์ รอบีอะฮ์. จากนั้นท่านก็ได้พูดถึงมัน ในอัลอีฆอซัต อัล-ละฮ์ฟาน, และมันบ่งชี้ว่า พวกมัน (เครื่องดนตรี) นั้นฮารอม.
มันถูกรายงานว่า นาฟิอ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : อิบน์ อุมัร ได้ยินเสียงเครื่องเป่าลมไม้, และท่านก็ได้อุดนิ้วของท่านในหูของท่าน และออกห่างจากเส้นทางนั้น. ท่านกล่าวกับฉันว่า , โอ้ นาฟิอ์, ท่านได้ยินเสียงอะไรไหม? ฉันกล่าวว่า , ไม่. ดังนั้น ท่านจึงเอานิ้วของท่านออกจากหูของท่าน และกล่าวว่า : ฉันได้อยู่กับท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) และได้ยินเสียงบางอย่างเช่นนี้, และท่านก็ได้ทำสิ่งเดียวกันนี้. (ซอแฮะฮ์ อบี ดาวูด). คนที่ไม่เอาไหนบางคน กล่าวว่าฮาดิษนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า เครื่องดนตรีนั้นฮารอม, เพราะหากเป็นเช่นนั้น, ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ก็จะต้องสั่งใช้ อิบน์ อุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่านทั้งสอง) ให้เอานิ้วชี้ของเขาอุดเข้าไปในหูของเขาเช่นกัน, และอิบน์อุมัร ก็จะสั่งใช้ ท่านนาฟิอ์ ให้ทำเช่นเดียวกัน! ข้อตอบโต้ของสิ่งนี้คือ : ท่านไม่ได้ฟังมัน, แต่ท่านได้ยินมัน. มันแตกต่างกัน ระหว่างการฟัง และการได้ยิน. ชัยคุลอิสลาม (อิบน์ตัยมียะฮ์) (ขออัลอลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : เกี่ยวกับ (ดนตรี) ที่คนๆหนึ่งไม่ได้ตั้งใจฟัง, นั้นไม่มีข้อห้าม หรือข้อตำหนิ, ตามมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ. ดังนั้นข้อตำหนิหรือข้อชมเชย นั้นเกี่ยวข้องกับการฟัง, ไม่ใช่การได้ยิน. ผู้ที่ฟังกุรอ่าน จะได้รับรางวัลสำหรับมัน, ในขณะที่ผู้ที่ได้ยินมันโดยไม่ตั้งใจ หรือไม่ได้ต้องการ ก็จะไม่ได้รับรางวัลสำหรับสิ่งนั้น, เพราะการกระทำนั้นถูกตัดสินจากความตั้งใจหรือเจตนา. เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีที่ถูกห้าม : หากคนๆหนึ่งได้ยินมันโดยไม่ตั้งใจ, ก็ถือว่าไม่เป็นไร. (อัล-มัจมุอ์, 10/78).
อิบน์กูดามะฮ์ อัล-มักดีซี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ผู้ฟังคือผู้ที่ตั้งใจในการได้ยิน, ซึ่งไม่ใช่กรณีของท่าน อิบน์ อูมัร (ขออัลลอฮ์พอใจท่านทั้งสอง); สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีของท่าน คือการได้ยิน. ท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ต้องการที่จะรู้ว่าเสียงหยุดแล้วยัง เพราะท่านได้ออกห่างจากเส้นทางนั้นแล้ว และได้ปิดหูของท่านด้วย. ดังนั้นท่านจึงไม่ต้องการที่จะกลับไปยังเส้นทางนั้น หรือเปิดหูของท่านออก จนกว่าเสียงนั้นจะหยุดลง, ดังนั้นเมื่อท่านอนุญาต อิบน์ อูมัร ในการฟังต่อ, สิ่งนี้นั้นเป็นเพราะความจำเป็น. (อัล-มุฆนี, 10/173)
(ถึงแม้ว่า การได้ยินจะมีความหมายตามความคิดเห็นของอีหม่ามทั้งสองว่ามักโระฮ์, มันก็ถือว่าได้รับอนุญาตเพราะความจำเป็น, ตามที่เราจะเห็นได้ด้านล่าง ในความคิดเห็นของ อีหม่ามมาลิก (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน). และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด).
ทัศนะของบรรดานักวิชาการ (บรรดาอีหม่าม) ของอิสลาม
อัล-กอซิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : การร้องเพลงคือส่วนหนึ่งของความเท็จ. อัล-ฮาซัน (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : หากมีเพลงมาเกี่ยวข้อง ในงานเชิญทานอาหารเย็น (งานวาลีมะฮ์), ก็จงอย่าตอบรับคำเชิญนั้น (อัล-ญามิอ์ โดย อัล-ก็อยรอวานี, หน้า. 262-263).
ชัยคุลอิสลาม อิบน์ ตัยมียะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ทัศนะของบรรดาอีหม่ามทั้งสี่คือ ทุกชนิดของเครื่องดนตรีนั้นฮารอม. มันถูกรายงานในซอแฮะฮ์ของ อัล-บูคอรี และที่อื่นๆว่า ท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า จะมีในหมู่อุมมะฮ์ของท่าน ผู้ที่อนุญาตสิ่งเหล่านี้ คือ ซีนา, ผ้าไหม, แอลกอฮอลล์ และเครื่องดนตรี, และท่านกล่าวว่า พวกเขาจะถูกเปลี่ยนเป็นลิงและหมู… ไม่มีผู้ติดตามอีหม่ามคนใด พูดถึงข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องของดนตรี. (อัล-มัจมุอ์, 11/576).
อัล-อัลบานี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : บรรดาสี่มัซฮับต่างยอมรับว่า ทุกเครื่องดนตรีนั้นฮารอม. (อัซ-ซอฮีฮะฮ์, 1/145).
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : มัซฮับของอบูฮานีฟะฮ์ เข้มงวดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก, และความเห็นของท่านนั้น อยู่ในหมู่ที่ถือว่ารุนแรง. สหายของท่านได้ระบุอย่างชัดเจนว่า มันฮารอมในการฟังทุกเครื่องดนตรี อย่างเช่น ขลุ่ย และกลอง, แม้แต่การกระทบไม้. พวกเขาระบุว่ามันเป็นบาป ซึ่งหมายความว่าคนๆหนึ่งนั้นเป็นฟาซิก (ผู้กระทำความชั่ว) การเป็นพยานของเขานั้นควรถูกปฏิเสธ. พวกเขาไปไกลกว่านั้น และกล่าวว่าการฟังดนตรีนั้นเป็นฟิสก์ (กบฎ, การกระทำชั่ว) และการเข้าร่วมมันถือเป็นกุฟร์ (ปฏิเสธศรัทธา). สิ่งนี้คือคำพูดของพวกเขา. พวกเขาบันทึกในรายงานในการสนับสนุนสิ่งนั้น ฮาดิษหนึ่งซึ่งไม่สามารถอ้างไปถึงท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้. พวกเขากล่าวว่า : เขาควรพยายามที่จะไม่ฟังมัน ถ้าเขาเดินผ่านมัน หรือมันอยู่บริเวณของเขา. อบู ยูซุฟ กล่าว, เกี่ยวกับบ้านที่สามารถได้ยินเสียงของเครื่องดนตรีว่า : จงเข้าไปโดยไม่ต้องได้รับอนุญาต, เพราะการห้ามการทำชั่วนั้นวาญิบ, และหากมันไม่ได้รับอนุญาต ในการเข้าไปโดยไม่ได้ขออนุญาต, ผู้คนก็ไม่สามารถทำหน้าที่ที่วาญิบได้ (ในการสั่งใช้ในสิ่งที่ดี และการห้ามปรามในสิ่งที่ชั่วร้าย). (อีฆอซัต อัล-ละฮ์ฟาน, 1/425).
อีหม่าม มาลิก (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ถูกถามเกี่ยวกับการเล่นกลอง หรือขลุ่ย, หากคนๆหนึ่งเกิดได้ยินเสียง และสนุกกับมัน ขณะที่เขาเดินหรือนั่ง. ท่านกล่าวว่า : เขาควรลุกขึ้น หากเขาพบว่าเขาสนุกกับมัน, เว้นแต่ว่าเขาจำเป็นต้องนั่ง หรือไม่สามารถลุกขึ้นได้. หากเขาอยู่บนท้องถนน, เขาควรกลับไป หรือไม่ก็มุ่งหน้าต่อไป. (อัล-ญามิอ์ โดย อัล-ก็อยรอวานี, 262). ท่าน (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : “เฉพาะคนที่ทำสิ่งเช่นนั้น, ในทัศนะของเรา, นั้นเป็นฟาซิก.” (ตัฟซีร อัล-กุรตุบี, 14/55).
อิบน์ อับดิลบัรร์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ในบรรดาประเภทของรายได้ที่ฮารอม โดยมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ คือรีบาอ์, ค่าธรรมเนียมของโสเภณี, อะไรก็ตามที่ถูกห้าม, สินบน, การจ่ายเงินสำหรับการร้องให้เหนือคนตาย และการร้องเพลง, การจ่ายเงินแก่หมอดู และผู้ที่อ้างว่ารู้ในสิ่งเร้นลับ และนักโหราศาสตร์, การจ่ายเงินสำหรับการเล่นขลุ่ย, และทุกชนิดของการพนัน. (อัล-กาฟี).
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าว, อธิบายทัศนะของอีหม่ามชาฟีอี : สหายของท่านที่ทราบมัซฮับ (ทัศนะ) ของท่าน ระบุว่ามันฮารอม และประณามผู้ที่กล่าวว่า ท่านได้อนุญาตมัน. (อีฆอซัต อัล-ละฮ์ฟาน, 1/425).
ผู้เขียน กีฟายัต อัล-อัคบัร, ผู้สังกัดมัซฮับชาฟีอี, ได้นับ เครื่องดนตรี อย่างเช่น ขลุ่ยและอื่นๆ, ว่าเป็นมุงกัร (ความชั่ว), และผู้ที่ปรากฏ (ในที่ที่พวกมันถูกเล่น) ควรประณามพวกเขา. (เขาไม่ได้รับอนุโลม โดยความจริงที่ว่า มีนักวิชาการที่ไม่ดี, เพราะพวกเขากำลังทำลายชารีอะฮ์, หรือบรรดาฟากีรที่ชั่ว – หมายถึง พวกซูฟี, เพราะพวกเขาได้เรียกตัวของพวกเขาเองว่า ฟูกอรออ์ หรือฟากีร – เพราะพวกเขานั้นโง่เขลา และติดตามทุกคนที่ทำให้เกิดเสียงดัง; พวกเขาไม่ได้ถูกชี้นำ ด้วยกับแสงสว่างแห่งความรู้; ค่อนข้างที่พวกเขาจะถูกพัดปลิวไปมา ด้วยกับทุกคลื่นลม. (กีฟายัต อัล-อัคบัร, 2/128).
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : เกี่ยวกับทัศนะของอีหม่ามอะฮ์มัด, ลูกชายของท่าน อับดุลลอฮ์ กล่าวว่า : ฉันได้ถามพ่อของฉันเกี่ยวกับการร้องเพลง. ท่านกล่าวว่า : การร้องเพลงนั้นสร้างความกลับกลอกขึ้นในจิตใจ; ฉันไม่ชอบมัน. จากนั้นท่านก็กล่าวถึงคำพูดของมาลิกว่า : คนชั่ว (ฟาซิก) ในหมู่พวกเราได้กระทำสิ่งนั้น. (อีฆอซัต อัล-ละฮ์ฟาน).
อิบน์ กูดามะฮ์, ผู้วิจัย มัซฮับฮันบาลี – (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : เครื่องดนตรีนั้นมีสามประเภทซึ่งฮารอม. เหล่านี้คือ บรรดาเครื่องสาย และทุกชนิดของขลุ่ย, และลูต, กลองและรอบาบ (เครื่องสาย) และอื่นๆ. ใครก็ตามที่ยังคงอยู่ ในการฟังพวกมัน, การเป็นพยานของเขาจะถูกปฏิเสธ. (อัล-มุฆนี, 10/173). และท่านกล่าวว่า (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน); หากคนๆหนึ่งถูกเชิญให้ไปรวมตัวกัน ซึ่งมีบางสิ่งที่ไม่เหมาะสม, อย่างเช่น ไวน์ และเครื่องดนตรี, และเขาสามารถห้ามปรามมัน, เขาก็ควรเข้าร่วม และพูดต่อต้านมัน, เพราะจากนั้นเขาก็จะได้รวมสองหน้าที่ที่วาญิบ. หากเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้, เขาก็ไม่ควรเข้าร่วม. (อัล-กาฟี, 3/118)
อัต-ต็อบรี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : บรรดานักวิชาการในทุกภูมิภาค ต่างยอมรับว่าการร้องเพลงนั้นมักโระฮ์ และควรถูกกีดกัน. แม้ว่า อิบรอฮีม อิบน์ ซะด์ และ อูบัยดิลละฮ์ อัล-อันบารี เห็นต่างจากคนส่วนใหญ่, (มันควรทราบว่า) ศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า : “จงยึดมั่นในเสียงส่วนใหญ่.” และใครก็ตามที่ตายไป โดยแตกต่างจากเสียงส่วนใหญ่, นั้นตายด้วยความญาฮิล. (ตัฟซีร อัล-กุรตุบี, 14/56). ในยุคแรกๆ, คำพูดที่ว่า “มักโระฮ์” นั้นถูกใช้ในความหมายว่าฮารอม, จากนั้นก็ถูกใช้ในความหมายว่า “ไม่ชอบ,น่ารังเกียจ”. แต่สิ่งนี้ถูกเข้าใจ ในความหมายว่า มันถูกห้าม, เพราะท่าน [อัต-ต็อบรี] กล่าวว่า “มันควรถูกกีดกัน”, และไม่มีสิ่งใดที่จะถูกกีดกัน ยกเว้นว่าสิ่งนั้นมันฮารอม; และเพราะทั้งสองฮาดิษที่ถูกยก, ดนตรีนั้นต้องประณามในแง่ที่แข็งแกร่งที่สุด. อัล-กุรตุบี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) เป็นผู้ที่บันทึกรายงานนี้, จากนั้นท่านก็กล่าวว่า : อบุลฟะร็อจ และอัลก็อฟฟาล ในหมู่บรรดาสหายของพวกเรา กล่าวว่า : การเป็นพยานของนักร้อง และนักเต้นนั้นไม่ถูกยอมรับ. ฉันกล่าวว่า : หากมันได้รับการพิสูจน์ว่าเรื่องนี้ไม่เป็นที่อนุญาต, การรับการจ่ายเงินจากมัน ก็ไม่เป็นที่อนุญาตเช่นกัน.
ชัยค์ อัล-เฟาซาน (ขออัลลอฮ์ทรงรักษาท่าน) กล่าวว่า : สิ่งที่ อิบรอฮีม อิบน์ ซะด์ และอูบัยดิลละฮ์ อัล-อันบารี กล่าวเกี่ยวกับการร้องเพลงนั้น มันไม่เหมือนกับการร้องเพลงที่รู้จักกันในปัจจุบัน, สำหรับพวกเขานั้น จะไม่ได้รับอนุญาต ในการร้องเพลงชนิดนี้ ซึ่งถือเป็นที่สุดของเรื่องผิดศีลธรรม และความลามก. (อัล-อิอ์ลาม)
อิบน์ ตัยมียะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : มันไม่เป็นที่อนุญาต ในการทำเครื่องดนตรี. (อัล-มัจมุอ์, 22/140). และท่านกล่าวว่า : ตามเสียงส่วนใหญ่ของ ฟูกอฮะ, มันเป็นที่อนุญาต ในการทำลายเครื่องดนตรี, อย่างเช่น ตันบุร [เครื่องดนตรีประเภทสาย คล้ายกับ แมนโดลิน]. สิ่งนี้คือทัศนะของ มาลิก และเป็นทัศนะที่เลื่องลือของสองทัศนะ ที่ถูกรายงานจากอะฮ์มัด. (อัล-มัจมุอ์, 28/113). และท่านกล่าวว่า : …อิบน์ อัล-มุนซิร กล่าวถึงว่า บรรดานักวิชาการ ยอมรับว่า มันไม่เป็นที่อนุญาต ในการจ่ายเงินให้กับผู้คนที่ร้องเพลงและร้องไห้… มติเอกฉันท์ของนักวิชาการเจ้าของทัศนะ ที่เราได้เรียนรู้ เกี่ยวกับการร้องไห้และการร้องเพลงนั้นคือไม่เป็นที่อนุญาต. อัล-ชูบี, อัน-นะคออี และมาลิก ถือว่ามันมักโระฮ์ [นั่นคือ, ฮารอม]. อบู เซาร์, อัน-นุอ์มาน – อบู ฮานีฟะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) – และ ยะอ์กูบ และ มูฮัมมัด, ลูกศิษย์สองคนของ อบู ฮานีฟะฮ์ กล่าวว่า : มันไม่เป็นที่อนุญาต ในการจ่ายสิ่งใดก็ตาม สำหรับการร้องเพลง และการร้องไห้. สิ่งนี้คือทัศนะของเรา. และท่านกล่าวว่า : เครื่องดนตรี คือสิ่งมึนเมาของจิตวิญญาณ, และสิ่งที่มันกระทำกับจิตวิญญาณนั้น เลวร้ายยิ่งกว่า สิ่งที่เครื่องดื่มมึนเมากระทำเสียอีก. (มัจมุอ์ อัล-ฟาตาวา, 10/417).
อิบน์ อบี ชัยบะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) รายงานว่าชายคนหนึ่ง ได้ทำลายแมนโดลินของชายอีกคนหนึ่ง, ต่อมาได้นำคดีของเขาไปยังชูร็อยฮ์. แต่ชูร็อยฮ์ ไม่ได้ตัดสินเขาด้วยค่าชดเชยใดๆเลย – นั่นคือ, ท่านไม่ได้ตัดสินให้ชายคนแรก จ่ายราคาของแมนโดลินเลย, เพราะมันเป็นสิ่งฮารอมและถือว่าไม่มีค่า. (อัล-มูซ็อนนัฟ, 5/395).
อัล-บะฆอวี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ได้ระบุในฟัตวาว่า มันถือว่าฮารอมในการขายทุกชนิดของเครื่องดนตรี อยางเช่นแมนโดลิน, ขลุ่ย, และอื่นๆ. จากนั้นท่านก็กล่าวว่า : หากรูปนั้นถูกลบ และเครื่องดนตรีนั้นถูกแก้ไขดัดแปลง, มันก็เป็นที่อนุญาตในการขายชิ้นส่วนของมัน, ไม่ว่าพวกมันจะเป็น เงิน, เหล็ก, ไม้ หรืออะไรก็ตาม. (ชัรฮ์ อัซ-ซุนนะฮ์, 8/28)
ข้อยกเว้นที่เหมาะสม
ข้อยกเว้นข้างต้นคือ ดาฟ – ที่ไม่มีแหวน (นั่นคือ, กลองมือชนิดหนึ่ง ที่คล้ายกับแทมบูริน, แต่ไม่มีเสียงที่เกิดจากการเขย่า) – เมื่อถูกใช้โดยผู้หญิง ในวันอีด และในงานแต่งงาน. สิ่งนี้ถูกระบุโดยรายงานที่ซอแฮะฮ์. ชัยคุลอิสลาม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : แต่ท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้ยินยอมสำหรับบางชนิดของเครื่องดนตรี ในงานแต่งงานและที่คล้ายกัน, และท่านได้ยินยอมสำหรับผู้หญิงในการเล่นดาฟในงานแต่งงาน และงานรื่นเริงอื่นๆ. แต่ผู้ชายในสมัยของท่าน ไม่ได้เล่นดาฟ หรือตบมือของพวกเขา. มันถูกรายงานใน อัซซอแฮะฮ์ ว่าท่านกล่าวว่า : “การตบมือนั้นสำหรับผู้หญิง และการตัสแบะฮ์ (การกล่าวซุบฮานัลลอฮ์) นั้นสำหรับผู้ชาย.” และท่านได้สาปแช่งผู้หญิงที่ทำตัวเลียนแบบผู้ชาย และผู้ชายที่ทำตัวเลียนแบบผู้หญิง. เพราะการร้องเพลง และเล่นดาฟคือสิ่งที่ผู้หญิงกระทำ, ชาวสลัฟเคยเรียกผู้ชาย ที่ทำเช่นนั้นว่า มูค็อนนัซ (ชายที่ทำตัวคล้ายผู้หญิง), และพวกเขาเคยเรียกนักร้องชายว่า คล้ายผู้หญิง – และกี่มากน้อยของพวกเขาแล้วล่ะ ที่มีให้เห็นในปัจจุบัน! มันเป็นที่รู้กันว่า สลัฟได้กล่าวสิ่งนี้.
ในเรื่องที่คล้ายกันนี้มีฮาดิษของ อาอีชะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจนาง), เมื่อพ่อของนาง (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ได้เข้ามาหานางในวันอีด, และมีเด็กหญิงสองคนอยู่กับนาง ซึ่งกำลังร้องเพลง ซึ่งเป็นคำกลอนที่ชาวอันซ็อรได้กล่าวในวันบูอาซ – และบุคคลที่มีปัญญา จะรู้ว่าคือสิ่งที่ผู้คนกล่าวเกี่ยวกับสงคราม. อบูบักร์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) กล่าวว่า : “เครื่องดนตรีของชัยตอน ในบ้านของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน)!” ท่านศาสนทูตหันหลังจากพวกเขา และหันหน้าเข้าหากำแพง – ดังนั้นนักวิชาการบางท่านจึงกล่าวว่า อบูบักร์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) ไม่ได้อยากจะบอกใครต่อหน้าท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) (ไม่ได้จะตำหนิท่านนบี-ผู้แปลเป็นไทยอ่านประกอบจากภาษาอินโดนีเซีย), แต่ท่านคิดว่า ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) นั้นไม่ได้ให้ความสนใจในสิ่งที่เกิดขึ้น (อบูบักร์คิดว่านบีไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น-ผู้แปลเป็นไทย อ่านประกอบจากภาษาอินโดนีเซีย). และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด. ท่าน (ศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน)) กล่าวว่า : “ปล่อยพวกนางไป, โอ้ อบู บักร์, ทุกชนชาตินั้นมีวันอีด, และนี่คืออีดของพวกเรา, ประชาชาติอิสลาม.” ฮาดิษนี้บ่งชี้ว่า มันไม่ใช่นิสัยของท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) และสหายของท่าน ในการรวมตัวกันฟังเพลง, ดังนั้น อบูบักร์ อัซ-ซิดดีก จึงเรียกมันว่า “เครื่องดนตรีของชัยตอน”. และท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้อนุมัติสิ่งนี้ และไม่ได้ปฏิเสธมัน เมื่อท่านกล่าวว่า, “ปล่อยพวกนางไป, สำหรับทุกชนชาตินั้นมีวันอีด และสิ่งนี้คืออีดของพวกเรา.” สิ่งนี้บ่งชี้ว่า เหตุผลที่สิ่งนี้ได้รับอนุญาต นั้นก็เพราะมันคือวันอีด, และข้อห้ามยังคงมีผล ในเวลาอื่นจากวันอีด, นอกจากข้อยกเว้นสำหรับงานแต่งงาน ในฮาดิษอื่น. เชค อัล-อัลบานี อธิบายสิ่งนี้ ในหนังสือที่มีคุณค่าของท่าน ตะฮ์รีม อาลาต อัต-ตอรอบ (ข้อห้ามเกี่ยวกับเครื่องดนตรี). ท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) อนุมัติการร้องเพลงของเด็กหญิงในวันอีด, ตามที่ระบุในฮาดิษ : “เพื่อที่มุชรีกีนจะได้รู้ว่า ในศาสนาของเรานั้นมีช่องสำหรับการผ่อนคลาย.” ไม่มีข้อบ่งชี้ในฮาดิษเกี่ยวกับเด็กหญิงสองคน ว่าท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ได้ฟังพวกนาง. คำสั่งใช้และคำสั่งห้าม นั้นอยู่ที่การฟัง, ไม่ใช่การได้ยิน, เช่นเดียวกับในกรณีของการเห็น, การฮูก่มนั้นอยู่ที่การตั้งใจมอง และไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจ. ดังนั้นมันจึงชัดเจนว่า สิ่งนี้นั้นสำหรับผู้หญิงเท่านั้น. อีหม่าม อบู อุบัยด์ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ได้มีนิยามสำหรับดาฟว่า “สิ่งนั้นถูกเล่นโดยผู้หญิง.” (ฆอรีบ อัล-ฮาดิษ, 3/64).
ข้อยกเว้นที่ไม่เหมาะสม
บางส่วนของพวกเขาได้สร้างข้อยกเว้นสำหรับกลอง ในเวลาของการทำสงคราม, และดังนั้น นักวิชาการสมัยใหม่บางท่าน ได้กล่าวว่า ดนตรีทางทหารนั้นเป็นที่อนุญาต. แต่ไม่มีพื้นฐานสำหรับสิ่งนี้เลย, ด้วยเหตุผลหลายประการ, ประการแรกคือ สิ่งนี้กำลังทำข้อยกเว้น โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน, นอกจากความเห็นเท่านั้น และคิดว่ามันคือสิ่งที่ดี, และสิ่งนี้นั้นผิด. เหตุผลประการที่สองคือ สิ่งที่มุสลิมควรทำตอนสงคราม คือการหันหัวใจของพวกเขาไปยังพระเจ้าของเขา. อัลลอฮ์กล่าวว่า (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“พวกเขาจะถามเจ้า (โอ้มูฮัมมัด) เกี่ยวกับทรัพย์เชลย. จงกล่าวเถิดว่า : ทรัพย์เชลยนั้นสำหรับอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์.’ ดังนั้นจงเกรงกลัวอัลลอฮ์เถิด และจงปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่าน…” [อัล-อันฟาล 8:1]. แต่การใช้ดนตรีนั้นตรงกันข้ามกับ แนวคิดของการตักวา และมันจะเบี่ยงเบนพวกเขาจากการรำลึกถึงพระเจ้าของพวกเขา. ประการที่สาม, การใช้ดนตรีนั้นคือธรรมเนียมของพวกกุฟฟาร, และมันไม่เป็นที่อนุญาตในการเลียนแบบพวกเขา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสิ่งที่อัลลอฮ์ได้สั่งห้ามพวกเราโดยทั่วไป, อย่างเช่นดนตรี. (อัซ-ซอฮีฮะฮ์, 1/145)
“ไม่มีใครหลงหลังจากได้รับทางนำ เว้นแต่พวกเขาจะโต้แย้งในหมู่พวกเขาเอง.” (ซอแฮะฮ์)
บางคนของพวกเขา ได้ใช้ฮาดิษเกี่ยวกับ ชาวอบิสสิเนียที่กำลังเล่นในมัสยิดของท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) เป็นหลักฐานว่าการร้องเพลงนั้นเป็นที่อนุญาต! อัล-บูคอรีได้รวมฮาดิษนี้ ในซอแฮะฮ์ของท่าน ภายใต้หัวข้อ บาบ อัล-ฮีรอบ วัล ดาร็อค เยาม์ อัล-อีด (หัวข้อเกี่ยวกับหอกและโล่ในวันอีด). อันนะวาวี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : สิ่งนี้บ่งชี้ว่ามันเป็นที่อนุญาตในการเล่นกับอาวุธ และสิ่งที่คล้ายกันในมัสยิด, และเขาได้ใช้สิ่งนั้นกับกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการญีฮาด. (ชัรฮ์ มุสลิม). แต่ตามที่ อัล-ฮาฟิซ อิบน์-ฮาญัร (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ใครก็ตามพูดเกี่ยวกับบางสิ่ง ซึ่งไม่ใช่ความชำนาญของเขา ก็จะเกิดความคิดแปลกๆเช่นนี้.
บางคนของพวกเขาได้ใช้เป็นหลักฐาน คือฮาดิษเกี่ยวกับการร้องเพลง ของเด็กหญิงสองคน, ที่เราได้กล่าวไปข้างต้น, แต่เราจะยกสิ่งที่อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าว, เพราะมันมีคุณค่า:
ฉันแปลกใจในสิ่งที่ท่านยกเป็นหลักฐาน สำหรับการอนุมัติการฟังเพลงที่ซับซ้อน รายงานที่เรากล่าวถึงเกี่ยวกับเด็กหญิงสองคน ที่อายุต่ำกว่าวัยแรกรุ่น ได้ร้องเพลงไปยังเด็กหญิง ในวันอีด บางท่อนของกวีอาหรับ เกี่ยวกับความกล้าหาญในสงคราม และลักษณะอันสูงส่งอื่นๆ. ท่านเทียบสิ่งนี้กับสิ่งนั้นได้ยังไง? สิ่งที่แปลกคือ ฮาดิษนี้คือหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่แข็งที่สุดต่อพวกเขา. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในด้านความสัตย์จริง [อบู บักร์ อัซ-ซิดดีก] ได้เรียกมันว่าเครื่องดนตรีของชัยตอน, และท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) อนุญาตสำหรับสิ่งนั้น, แต่ท่านได้ทำให้เป็นข้อยกเว้น ในกรณีของเด็กหญิงสองคนเหล่านี้ ซึ่งอายุยังไม่ถึงวัยที่มีความรับผิดชอบ และคำพูดในเพลง ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อผู้ที่ได้ฟังมัน. สิ่งนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานอนุญาต ในสิ่งที่ท่านทำ และสิ่งที่ท่านรู้เกี่ยวกับการฟัง (ดนตรี) ซึ่งรวมถึงสิ่งต่างๆที่ (ไม่ดี) ซึ่งไม่ได้ถูกซ่อนอยู่กระนั้นหรือ?! ซุบฮานัลลอฮ์! ทำไมผู้คนถึงหลงได้ขนาดนี้! (มะดาริจ อัซ-ซาลีกีน, 1/493).
อิบน์ อัล-เญาซี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : อาอีชะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอใจท่าน) นั้นยังเด็ก ณ เวลานั้น ; ไม่มีอะไรถูกส่งมาจากนาง หลังจากนางอายุถึงวัยแรกรุ่น ยกเว้นการกล่าวโทษต่อการร้องเพลง. ลูกชายของพี่น้องชายนาง, อัล-กอซิม อิบน์ มูฮัมมัด, ได้ประณามการร้องเพลง และกล่าวว่ามันไม่ถูกอนุญาต ในการฟังมัน, และท่านก็ได้รับความรู้จากนาง. (ตัลบีส อิบลิส, 229). อัลฮาฟิซ อิบน์ ฮาญัร (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : กลุ่มหนึ่งของซูฟีใช้ฮาดิษนี้ – ฮาดิษเกี่ยวกับเด็กหญิงสองคน – เป็นหลักฐานว่าการร้องเพลงนั้นได้รับอนุญาต และมันได้รับอนุญาตในการฟังมัน, ไม่ว่ามันจะมาพร้อมกับเครื่องดนตรีด้วยหรือไม่ก็ตาม. ทัศนะนี้เพียงพอแล้วที่จะถูกหักล้าง ด้วยการบอกเล่าที่ชัดเจนของ อาอีชะฮ์ ในฮาดิษต่อไปนี้, ที่นางกล่าวว่า, “พวกนางไม่ใช่นักร้อง.” นางได้ทำให้มันชัดเจนว่า พวงนางไม่ใช่นักร้อง, แม้ว่าสิ่งนี้อาจถูกเข้าใจได้ จากคำพูดของรายงาน. ดังนั้นเราควรจำกัดมัน ในสิ่งที่ถูกรายงาน ในข้อความเกี่ยวกับโอกาสและลักษณะ, เพื่อลดความเสี่ยง ของการต่อต้านหลักการ, นั่นคือ, ฮาดิษ. และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด. (ฟัตฮ์ อัล-บารี, 2/442-443).
บางคนถึงกับประหม่า ในการเสนอว่า ซอฮาบะฮ์ และตาบีอีนได้ฟังการร้องเพลง, และพวกเขาไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติสำหรับมัน!
อัล-เฟาซาน (ขออัลลอฮ์ทรงรักษาท่าน) กล่าวว่า : เราต้องให้เขาแสดงแก่เรา ถึงอิสนาดที่ซอแฮะฮ์ กลับไปยังซอฮาบะฮ์และตาบีอีนเหล่านี้, เพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขาอ้างถึงพวกเขา. จากนั้นท่านก็กล่าวว่า : อีหม่ามมุสลิม ได้กล่าวถึงบทนำของท่าน ในซอแฮะฮ์ของท่านว่า อับดุลลอฮ์ อิบน์ มูบาร็อก กล่าวว่า : อิสนาดคือส่วนหนึ่งของศาสนา. มันจะไม่ได้เป็นอิสนาด, สำหรับใครก็ตามที่ต้องการพูดในสิ่งที่เขาเองนั้นต้องการ.
บางส่วนของพวกเขากล่าวว่า ฮาดิษที่ห้ามดนตรี นั้นเต็มไปด้วยความผิดพลาด. ไม่มีฮาดิษ ที่ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยนักวิชาการบางส่วน. อิบน์ บาซ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ฮาดิษซึ่งถูกรายงานเกี่ยวกับ ดนตรีฮารอม นั้นไม่สมบูรณ์ หรือมีข้อผิดพลาด ตามที่ถูกกล่าวอ้าง. บางส่วนของมันนั้นอยู่ในซอแฮะฮ์ อัล-บูคอรี ซึ่งคือหนังสือที่ถูกต้องที่สุด รองจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์, และบางส่วนของมันนั้น ฮาซัน และบางส่วนของมันนั้น ดออีฟ. แต่เพราะมันมีจำนวนมาก, ด้วยกับอิสนาดที่แตกต่างกัน, มันจึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ว่าการร้องเพลงและเครื่องดนตรี นั้นฮารอม.
บรรดาอีหม่ามทั้งหมด ต่างยอมรับความสมบูรณ์ ของฮาดิษที่ห้ามการร้องเพลงและเครื่องดนตรี, นอกเหนือจาก อบูฮามิด อัล-ฆอซาลี, แต่อัลฆอซาลีนั้นไม่มีความรู้ด้านฮาดิษ; และอิบน์ฮัซม์, แต่อัล-อัลบานี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ได้อธิบายในสิ่งที่ อิบน์ ฮัซม์ นั้นผิดพลาดแล้ว, และตัวอิบน์ฮัซม์เองนั้น ก็กล่าวว่า หากสิ่งใด (ของฮาดิษเหล่านี้) นั้นซอแฮะฮ์, ท่านก็จะตามสิ่งนั้น. แต่ปัจจุบัน พวกเขาได้พิสูจน์แล้วว่า รายงานเหล่านี้นั้นซอแฮะฮ์ เพราะมีหนังสือหลายเล่ม โดยนักวิชาการซึ่งได้ระบุว่า ฮาดิษเหล่านี้นั้นซอแฮะฮ์, แต่พวกเขากลับหันหลังให้กับสิ่งนั้น. พวกเขาสุดโต่งไปกว่า อิบน์ฮัซม์ และพวกเขานั้นไม่เหมือนท่าน, เพราะพวกเขานั้นไม่มีคุณสมบัติ และไม่สามารถถูกอ้างถึง.
บางส่วนของพวกเขากล่าวว่า ที่นักวิชาการได้ห้ามการร้องเพลงนั้น เพราะมันถูกกล่าวถึง ควบคู่กับการรวมกลุ่มกันซึ่งมีการดื่มแอลกอฮอลล์ และสถานที่ที่ผู้คนนอนดึก เพื่อจุดประสงค์ในการทำชั่ว. (พวกเขาอ้างว่าจะฮารอมก็ต่อเมื่อเล่นดนตรีไปด้วยกินเหล้าไปด้วย ถ้าเล่นดนตรีอย่างเดียวไม่ถือว่าฮารอม-ผู้แปลเป็นไทย)
อัช-เชากานี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : ข้อตอบโต้สำหรับสิ่งนี้คือ การที่สิ่งเหล่านี้ถูกกล่าวถึงร่วมกัน นั้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้ฮารอมจากสาเหตุที่มันรวมกันในลักษณะนี้. ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะหมายความถึงการซีนา, ตามที่ยกในฮาดิษนี้, ว่ามันไม่ฮารอม เว้นแต่ว่ามันจะต้องถูกทำควบคู่กับแอลกอฮอลล์ และการใช้เครื่องดนตรี. ด้วยลักษณะเดียวกัน, อายะฮ์ดังต่อไปนี้ (ซึ่งแปลความหมายได้ว่า):
“แท้จริง, เขามิได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ, ผู้ยิ่งใหญ่,
และเขามิได้ส่งเสริมให้อาหารแก่คนมิสกีน (คนขัดสน).”
[อัล-ฮากกอฮ์ 69:33-34]
ก็จะหมายความว่า มันไม่ฮารอมในการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ เว้นแต่ว่ามันจะถูกทำร่วมกับ การไม่ให้อาหารแก่คนยากจน. หากมันถูกกล่าวว่า ข้อห้ามของแต่ละสิ่งดังกล่าว นั้นได้รับการพิสูจน์จากรายงานอื่นแล้ว, ข้อตอบโต้สำหรับสิ่งนั้นคือ ข้อห้ามของเครื่องดนตรี ก็เป็นที่รู้กันจากหลักฐานอื่นเช่นกัน, ตามที่กล่าวถึงข้างต้น. (นัยล์ อัล-เอาต็อร, 8/107).
บางส่วนของพวกเขากล่าวว่า “เรื่องไร้สาระ” นั้นไม่ได้หมายถึงการร้องเพลง; ข้อพิสูจน์สำหรับสิ่งนั้นได้รับการกล่าวถึงไปแล้วข้างต้น. อัล-กุรตุบี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : สิ่งนี้ – ทัศนะว่ามันหมายถึงการร้องเพลง – เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ถูกกล่าวเกี่ยวกับอายะฮ์นี้, และ อิบน์ มัสอูด สาบานถึงสามครั้งด้วยกับอัลลอฮ์ ผู้ที่นอกจากพระองค์แล้ว ก็ไม่มีพระเจ้าอื่นอีก, สิ่งนั้นมันหมายถึงการร้องเพลง. จากนั้นท่านก็ได้กล่าวถึงอีหม่ามคนอื่นๆ ที่กล่าวสิ่งที่เหมือนกัน. จากนั้นท่านก็ได้ยกทัศนะอื่น เกี่ยวกับเรื่องนี้. จากนั้นท่านก็กล่าวว่า : ทัศนะแรกนั้นดีที่สุดของทั้งหมดที่ถูกกล่าวในเรื่องนี้, เพราะฮาดิษ มัรฟุอ์, และเพราะทัศนะของซอฮาบะฮ์ และตาบีอีน. (ตัฟซีร อัล-กุรตุบี).
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน), หลังจากที่ได้ยกตัฟซีรนี้, ก็กล่าวว่า : อัลฮากิม อบู อับดิลละฮ์ กล่าวใน ตัฟซีร ของ กีตาบ อัล-มุสตัดร็อกว่า : ผู้ที่แสวงหาความรู้นี้ ควรรู้ว่า ตัฟซีรของซอฮาบะฮ์ ผู้เป็นพยานในการเปิดเผย (วะฮี) นั้น คือฮาดิษด้วยกับอิสนาดตามชัยค์ทั้งสอง (อัลบูคอรี และมุสลิม). ที่ใดก็ตามในหนังสือของท่าน, ท่านกล่าวว่า : ในทัศนะของเรา ฮาดิษนี้ มีความแข็งแรงเช่นเดียวกับรายงาน มัรฟุอ์. ถึงแม้ว่าตัฟซีรของพวกเขา ยังคงต้องตรวจสอบต่อไป, มันก็ยังคงเป็นที่ยอมรับได้ ยิ่งกว่าตัฟซีรของผู้ที่มาหลังจากพวกเขา, เพราะพวกเขามีความรู้มากที่สุด ในอุมมะฮ์นี้ เกี่ยวกับสิ่งที่อัลลอฮ์หมายถึง ในคัมภีร์ของพระองค์. มันได้รับการเปิดเผยในหมู่พวกเขา และพวกเขาคือคนแรกๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงโดยมัน. พวกเขาได้ยินตัฟซีรจากท่านศาสนทูต (ขอพรและความสันติจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ทั้งคำพูดและการกระทำ. และพวกเขาเป็นคนอาหรับ ซึ่งเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำ (ภาษาอาหรับ), ดังนั้นมุสลิมควรหลีกเลี่ยง การใช้การตีความอื่นจากความเข้าใจของพวกเขา เท่าที่จะทำได้.
บางส่วนของพวกเขากล่าวว่า การร้องเพลงนั้น คือรูปแบบหนึ่งของอีบาดะฮ์ หากเจตนาสำหรับมันนั้น คือการช่วยให้คนๆหนึ่งเชื่อฟังอัลลอฮ์!
อิบนุลก็อยยิม (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า : แปลกอะไรเช่นนี้! ชนิดไหนกัน ของการศรัทธา, แสงสว่าง, การเข้าใจอย่างลึกซึ้ง, ทางนำและความรู้ ที่สามารถได้มาจากการฟัง บทกวีที่ไพเราะ และดนตรี ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวว่าฮารอม และสมควรจะถูกกริ้ว และลงโทษจากอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์? … เป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้ที่มีน้อยที่สุดในเรื่องความเข้าใจ และความศรัทธาในหัวใจของเขา สามารถเข้าใกล้อัลลอฮ์ และ เพิ่มความศรัทธาของเขา ด้วยการเพลิดเพลินกับบางสิ่งที่ถูกเกลียดโดยพระองค์, และพระองค์ก็รังเกียจผู้ที่กล่าวมัน และผู้ที่ยอมรับมัน? (มะดาริจ อัล-ซอลีกีน, 1/485)
ชัยคุลอิสลาม กล่าว, พูดถึงสถานะของบุคคล ที่เคยชินกับการฟังการร้องเพลงว่า : ดังนั้นท่านจะพบว่า ผู้ที่เคยชินกับมัน และสำหรับผู้ที่ มันเป็นเหมือนกับอาหาร และเครื่องดื่ม จะไม่มีความปรารถนาในการฟังกุรอ่าน หรือรู้สึกยินดีเมื่อได้ฟังมัน, และพวกเขาจะไม่พบในการฟังโองการโดยมีความรู้สึก เช่นเดียวกับที่พวกเขาพบ เมื่อได้ฟังบทกวี. แท้จริง, หากพวกเขาได้ยินกุรอ่าน, พวกเข้าก็ได้ยินมันด้วยกับความไม่ตั้งใจ และพูดคุยในขณะที่มันกำลังถูกอ่าน, แต่หากพวกเขาได้ยินเสียงผิวปาก และการตบมือ, พวกเขาก็จะลดเสียงของพวกเขา และนิ่ง, และให้ความสนใจ. (มัจมุอ์ อัล-ฟาตาวา, 11/557 ff)
บ้างก็ว่าเพลงและเครื่องดนตรี มีผลในการทำให้หัวใจของผู้คนอ่อนลง และสร้างความรู้สึกที่อ่อนโยน. สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง, เพราะมันกระตุ้นความต้องการทางร่างกาย และความเบี่ยงเบน. หากมันจริงตามที่พวกเขากล่าว, มันก็ต้องทำให้หัวใจของนักดนตรีอ่อนลง และทำให้ทัศนคติของพวกเขา และพฤติกรรมที่ดีขึ้น, แต่ส่วนใหญ่ของพวกเขา, ตามที่เราทราบ, นั้นหลง และประพฤติตัวไม่ดี.
บทสรุป
บางที– เพื่อความยุติธรรม-จิตใจและเป้าหมายของผู้อ่าน – ข้อสรุปนี้จะทำให้มันชัดเจน ว่าทัศนะที่ว่า ดนตรีเป็นที่อนุญาตนั้น ไม่มีพื้นฐานที่แน่นอน. ไม่มีสองทัศนะในเรื่องนี้. ดังนั้นเราต้องแนะนำในลักษณะที่ดีที่สุด, จากนั้นทำมันทีละขั้นตอน และประณามดนตรี, หากเรามีความสามารถที่จะทำเช่นนั้น. เราไม่ควรถูกหลอก โดยชื่อเสียงของคนที่อยู่ในยุคของเรา ซึ่งผู้ที่มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในอิสลามจะกลายเป็นคนแปลกหน้า. ผู้ที่กล่าวว่าการร้องเพลงและเครื่องดนตรีนั้นได้รับอนุญาต เป็นเพียงการสนับสนุนความเบี่ยงเบนของผู้คนในปัจจุบัน, ราวกับว่ามวลชนได้ทำการออกฟัตวา และเขาก็เพียงแค่ยืนยันให้กับพวกเขา! หากมีประเด็นเกิดขึ้น, พวกเขาก็จะมองหาทัศนะของฟูกอฮะ ในเรื่องนี้, จากนั้นพวกเขาก็จะยึดทัศนะที่ง่ายที่สุด, ตามที่พวกเขาอ้าง. จากนั้นพวกเขาก็จะหาหลักฐาน, หรือเพียงแค่ข้อโต้แย้งที่ตบตา ซึ่งมีค่าไม่มากไปกว่า ก้อนเนื้อของสัตว์ที่ตาย. กี่มากน้อยแล้วที่มีผู้คนเหล่านี้ อนุมัติสิ่งต่างๆในนามของชารีอะฮ์ ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอิสลามเลย!
พยายามเรียนรู้อิสลามของคุณ จากคัมภีร์ของพระเจ้าของคุณ และซุนนะฮ์ของศาสนทูตของคุณ. จงอย่ากล่าวว่า, บุคคลคนนั้นกล่าวว่า, เพราะคุณไม่สามารถเรียนรู้สัจธรรม จากคนๆเดียวเท่านั้น. จงเรียนรู้สัจธรรม และจากนั้นก็วัดผู้คนต่อมัน. สิ่งนี้ควรเพียงพอสำหรับผู้ที่ควบคุมการเบี่ยงเบนของเขา และยอมจำนนต่อพระเจ้าของเขา. ขอให้สิ่งที่เราได้เขียนไปข้างต้น รักษาหัวใจของผู้ศรัทธา และปัดเป่าผู้กระซิบกระซาบในหัวใจของผู้ที่กำลังเป็นโรคด้วยกับเสียงกระซิบกระซาบ. ขอให้มันเปิดเผยทุกคน ที่เบี่ยงเบนไปจากแนวทางแห่งการเปิดเผย และใช้ตัวเลือกที่ง่ายที่สุด, คิดว่าเขาขึ้นมาด้วยกับบางสิ่ง ซึ่งไม่มีในยุคก่อนหน้าเคยทำสำเร็จ, และพูดเกี่ยวกับอัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้. พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงฟิสก์ (การทำชั่ว) และหยุดการทำ บิดอะฮ์ – ขออัลลอฮ์ไม่ให้พรพวกเขาในมัน. มันจะเป็นการดีกว่าสำหรับพวกเขา ในการตามแนวทางของผู้ศรัทธา.
และอัลลอฮ์รู้ดีที่สุด. ขออัลลอฮ์ให้พรและความสันติแด่ท่านศาสนทูตของพระองค์ ผู้ที่ทำให้เกิดความชัดเจนซึ่งแนวทางของผู้ศรัทธา, และแด่สหายของท่าน และผู้ที่มาหลังจากพวกเขาด้วยความสัตย์จริงจนถึงวันแหงการตัดสิน.
บทสรุปของเอกสารที่ชื่อ อัด-ดัรบ์ บิล นะวา ลิ มัน อาบาฮา อัล-มะอาซิฟ ลิล ฮาวา โดย ชัยค์ ซะด์ อัด-ดีน อิบน์ มูฮัมมัด อัลกิบบี.
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม, โปรดดูที่ :
อัล-อิอ์ลาม บี นักด์ กีตาบ อัล-ฮาลาล วัลฮารอม, โดย ชัยค์ อัลลามะฮ์ ซอและฮ์ อิบน์ เฟาซาน อัล-เฟาซาน
อัซ-ซามะอ์ โดย ชัยคุลอิสลาม อิบนุลก็อยยิม
ตะฮ์รีม อาลาต อัตตอรอบ, โดย เชคมูฮัมมัด นาซีรุดดีน อัล-อัลบานี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน)
ที่มา : ชัยค์ มูฮัมมัด ซอและฮ์ อัล-มุนัจญิด
